[CHECK-IN DRIVE] FORD FOCUS 1.5 EcoBoost Turbo เพื่อนคนเดิม เพิ่มเติมคือโตขึ้น

611 0

“คุณเคยมีเพื่อนสมัยเรียนหนังสือประมาณนี้ไหมครับ เป็นคนที่เล่นกีฬาเก่ง เรียนก็เข้าใจทุกอย่างรวดเร็ว แต่ออกไปทางเกเร
จนถึงขึ้นเชิญผู้ปกครองมาที่โรงเรียนเป็นครั้งคราวในเรื่องทะเลาะวิวาทบ้าง แล้วพอโตขึ้น กลับมาเจอกันอีกทีในงานคืนสู่เหย้า
เพื่อนคนนี้ ยังเหมือนเดิมคือ เก่งทุกอย่าง แต่ใส่ใจกับหน้าที่การงานและโตขึ้นไปตามวัย ความหุนหันพลันแล่นลดลง
แต่พร้อมบู๊ทุกเมื่อ ถ้าคุณไปกวนประสาทหรือทำให้เขาไม่พอใจ”



นี่คือสิ่งที่ผมพยายามจะเปิดหัวเรื่องเกี่ยวกับ Ford Focus 1.5 Ecoboost ที่ผม ได้รับหน้าที่จาก
น้องหนาว (Naow27) ให้เขียนเกี่ยวกับความรู้สึก ที่ผมมีต่อรถยนต์รุ่นนี้ หลังจากที่น้องหนาว
ได้ให้โอกาสผม ในการนำเจ้า Ford Focus 1.5 Ecoboost มาอยู่ด้วยกันเป็นเวลา 3 วัน 2 คืน
ก่อนอื่นใด เรามาทำความรู้จักกับ Ford Focus แบบคร่าวๆกันก่อนครับ

Street of Story
First Generation 1998-2004 (Mark I & Mark I.V)

หากย้อนกลับไปในปี 1998 Ford Europe ได้ให้กำเนิด Ford Focus Generation 1 โดยมีรหัสการพัฒนาที่ชื่อว่า
CW 170 โดยพัฒนาจากรถยนต์ต้นแบบ Ghia Concept ที่เคยแสดงในงาน Geneva Motor Show ในปี 1991
มีตัวถังแบบ 4 ประตู Sedan 5 ประตู Hatchback ออกมาก่อน และในเดือนตุลาคม 2001 ทาง Ford
ได้ออก Focus ตัวถัง 3 ประตู Hatchback และ 5 ประตู Wagon และมีรุ่นพิเศษอย่าง Focus RS ที่ทำออกมา
ตามกติกา FIA Homologation ตามออกมาในปี 2002 แรกเริ่มจำหน่ายเฉพาะตลาดในทวีปยุโรป
แทนที่ Ford Escort และออกจำหน่ายในทวีปแอฟริกาใต้และเอเชีย โดยแทนที่ Ford Laser ในเวลาต่อมา
โดยเรียกว่า Mark I และ Mark I.V จุดที่แตกต่างกันคือ Mark I จะมีไฟเลี้ยวฝังอยู่ที่กันชนหน้า
และไม่มีไฟเลี้ยวที่โคมไฟหน้า และ Mark I.V หรือตัว Minorchange จะมีกันชนคนหละทรง
ไฟเลี้ยวถูกย้ายจากกันชนหน้า ไปอยู่ในโคมไฟหน้า และแทนที่ด้วยไฟตัดหมอกหน้า

 

Second Generation (Mark II & Mark II.V) 2005-2010

สำหรับ Focus Mark II นั้น เปิดเผยโฉมครั้งแรกในวันที่ 23 สิงหาคม 2005 ที่งาน Paris Motor Show
ภายใต้รหัสโครงการ C307 และใช้โครงสร้างทางวิศวกรรม Ford C1 platform โดยใช้พื้นฐานทางวิศวกรรม
ร่วมกับ Volvo S40 Volvo V50 และ Volvo C70 รวมทั้ง Mazda 3 รุ่นแรก มีตัวถังให้เลือก 3 รุ่นคือ 3 ประตูและ
5 ประตู Hatchback และ 5 ประตู Wagon หลังจากนั้น จึงมีตัวถังแบบ 4 ประตู Sedan ออกมาให้เลือกภายหลัง
ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2006 Focus Coupe ได้ทำการเปิดตัวในงาน Geneva Motor Show และจำหน่าย
อย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม 2006 และในเดือนกุมภาพันธ์ 2008 Focus Cabriolet ก็ได้เปิดตัวตามออกมาทีหลัง

และในเดือนพฤศจิกายน 2005 Ford Thailand ก็ได้นำเจ้า Focus Mark II มาทำตลาดแทน Ford Laser
อย่างเป็นทางการ และเป็น Focus รุ่นแรกที่เข้าจำหน่ายในประเทศไทย โดยมีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์เบนซิน
และดีเซล TDCi ที่นำเข้ามาในจำนวนที่ไม่ได้มากนักสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล

สำหรับความแตกต่างของ Mark II& II.V ที่สังเกตุได้อย่างชัดเจนนั้นคือ โคมไฟหน้าของ Mark II จะเป็นทรงเหลี่ยม
กระจังแบบรังผึ้งสีดำ ช่องดักลมตรงกลางกันชนหน้า เป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมูกลับหัว และมีระบบส่งกำลังเป็นเกียร์ธรรมดา 6 สปีด
สำหรับรุ่น TDCi และเกียร์อัตโนมัติแบบ Torque Converter 4 สปีด และ Mark II.V นั้น โคมไฟหน้าจะคล้ายกับตาเหยี่ยว
กระจังหน้าเป็นตาข่ายช่องใหญ่ ช่องดักลมตรงกลางสี่เหลี่ยมคางหมูด้านล่างมีขนาดใหญ่ แต่ลดเหลี่ยมมุมจาก Mark II
และมีการเปลี่ยนระบบส่งกำลังจากเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ เป็นเกียร์แบบ Dual Clutch  หรือภาษาทางการตลาดของ Ford
เรียกว่า Powershift 6 จังหวะ ในรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล TDCi

สำหรับรุ่นตัวแรงอย่าง RS ก็ยังคงออกมาทำตลาด แต่ถ้าไม่สาแก่ใจ ใน Focus Mark II นั้น มีรุ่น RS500 ซึ่งผลิตออกมาจำกัด
เพียงแค่ 500 คัน โดยเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 2.5 ลิตร 5 สูบเรียง มีแรงม้าสูงสุดถึง 345 แรงม้า 0-100 กม./ชม.ทำเวลาที่ 5.6 วินาที
และสามารถทำความเร็วสุดที่ 266 กม./ชม. โดยรถรุ่นมีสีดำดำด้าน ให้เลือกเพียงแค่สีเดียว

Third Generation (Mark III & Mark III.V) 2010-present

สำหรับ Focus Mark III ได้ทำเปิดตัวครั้งแรกในงาน North America Auto Show 2010 โดยมีตัวถังแบบ 4 ประตู
และ 5 ประตู ก่อนที่จะมีการเปิดตัวตัวถังแบบ 5 ประตู Wagon ในงาน Geneva Motor Show ในเดือนถัดมาของปีเดียวกัน
และ Focus รุ่นนี้ ได้รับการออกแบบภายใต้นโยบาย One Ford ของ Alan Mulally CEO ของ Ford ณ ขณะนั้น
นโยบาย One Ford คือ รถยนต์ที่ออกจำหน่าย จะเป็น Global Platform เหมือนกันทั่วโลก ไม่ว่าจะขายในทวีปใด

สำหรับในประเทศไทย เปิดตัวครั้งแรกที่งาน Bangkok International Motor Show ในเดือนมีนาคม 2012
มีเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 และ 2.0 พร้อมระบบส่งกำลังเป็นเกียร์ Powershift 6 สปีด จากเดิมที่ใช้เป็นแบบ Torque Converter
4 จังหวะ โดยประกอบที่โรงงาน  Auto Alliance Thailand ที่จังหวัดระยอง สำหรับตัวแรงอย่าง Focus RS ก็คงมีออกมาให้ผู้มีรสนิยมความแรงให้ได้เลือกซื้อ โดยมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 2.3 Ecoboost พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่มี Drift Mode ให้เจ้าของรถ
ได้สามารถปัดให้รถท้ายออกได้อย่างสนุกสนาน

ในปี 2014 Focus Mark III.V ก็ได้เปิดตัวออกมา ส่วนที่แตกต่างได้ชัดเจนคือกระจังหน้าของ Mark III.V  มีความคล้ายคลึง
กับรถยนต์ยี่ห้อ Aston Martin และทำตลาดเรื่อยๆ จนในเดือนมีนาคม 2016 ที่ผ่านมาในงาน Bangkok International Motor Show
ทาง Ford ได้ตัดสินใจเปิดตัว Ford Focus  1.5 Ecoboost รุ่น 5 ประตู Hatchback และยกเลิกรุ่นย่อยทั้ง 1.6 และ 2.0
เหลือการทำตลาดเพียงแค่รุ่น 1.5 Ecoboost ที่ทาง Carside นำมาทดสอบให้กับท่านผู้อ่านครับ



ภายนอกสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากตัวเดิมคือ กระจังหน้าที่เหมือน Aston Martin ถูกแทนที่โดยกระจังหน้า
รังผึ้งสีดำสนิท และกรอบข้างมีโครเมี่ยมเพิ่มความหรูหราขึ้นเล็กน้อย นอกนั้น แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง
จากรุ่นที่เป็นเกียร์แบบ Powershift ที่เคยทำตลาดก่อนหน้านี้เท่าใดนัก

ด้านท้าย จะมีโลโก้ที่เขียนว่า Ecoboost เพื่อบอกว่า นี่คือรุ่นเครื่อง 1.5 Turbo และเหนือขึ้นไปจะมีโลโก้ S
ที่ย่อมาจากคำว่า Sport ซึ่งเป็นรุ่นย่อยเดียวที่ทาง Ford ทำตลาดเจ้า Focus Ecoboost ณ ปัจจุบัน

สำหรับรูปทรงและเส้นสายของตัวรถนั้น ไม่มีความต่างจากรุ่นเดิมมากนัก
มิติของรถจะมีขนาดยาว 4358 มม. กว้าง 1823 มม. และสูง 1469 มม. ฐานล้อยาว 2648 มม.
สำหรับสีตัวถังนั้น มีให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีแดง Candy Red สีขาว Frozen White สีดำ Shadow Black
สีน้ำเงิน Winning Blue และสีเทา Magnetic Grey ที่ทาง Carside นำมาทดสอบในครั้งนี้ครับ

ในส่วนที่เปลี่ยนไปสำหรับ Focus Ecoboost นั้น คือโคมไฟหน้า ที่เป็นแบบ Halogen พร้อม
Daytime Running Light ซึ่งด้อยกว่าคู่แข่งที่เป็นโคมแบบ Projector ยังไงถ้ามีรุ่นปรับอุปกรณ์ในอนาคต
ใส่มาเถอะครับ ก่อนหน้านี้ยังมีอยู่เลย เชื่อว่า ถ้าปรับอุปกรณ์ ยอดขายจะเพิ่มกว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน

โคมไฟท้าย ได้เปลี่ยนจากรุ่นที่แล้ว โดยย้ายตำแหน่งของไฟเลี้ยวและไฟถอยหลัง ลงมาอยู่ด้านล่าง
และไฟเบรกอยู่ด้านบนสุด และเมื่อเปิดไฟหรี่หรือปลดล๊อกรถ ไฟท้ายจะติดโดยเป็นรูปทรง Tube
ที่กำลังนิยมในปัจจุบัน โดยอยู่ในตำแหน่งใต้ไฟเลี้ยวและไฟถอยหลังครับ

How To Use 
สำหรับวิธีการเข้า-ออกจากตัวรถนั้น จะมีกุญแจแบบ Keyless Entry โดยที่ท่านเพียงแค่พกติดตัวไว้
แล้วดึงที่มือเปิดประตู รถจะทำการปลดล๊อคประตูให้อัตโนมัติ กระจกมองข้างจะกางออก และมีไฟส่องพื้นที่
บริเวณกระจกมองข้างทั้งสองด้าน เพื่อให้เห็นพื้นถ้าหากท่านทำของตกหล่น พร้อมทั้ง Daytime Running Light
และไฟท้ายจะติดพร้อมกันทั้งหมดด้วย และสามารถปลดล๊อคได้จากรีโมท และถ้าหากท่านต้องการล๊อครถ
เพียงแค่แตะไปยังบริเวณปุ่มสีดำที่มือเปิดประตู

รถจะทำการล๊อค พร้อมพับกระจกมองข้างเองโดยอัตโนมัติ และตัวรีโมท สามารถปลดล๊อคและเปิดฝาท้ายท้ายได้
หรือท่านจะกดสวิตช์ที่ฝาท้าย ซึ่งอยู่ใกล้กับกล้องมองหลัง ก็สามารถทำได้เช่นกัน  สำหรับการติดเครื่องยนต์
เพียงแค่ท่านเข้าไปในรถ เหยียบเบรก และกดปุ่ม Push Start ที่อยู่บริเวณข้างช่องแอร์กลางบริเวณคอนโซลกลางฝั่งคนขับ
แต่เมื่อท่านเข้าไปในรถ ปุ่มจะอยู่ทางด้านซ้ายมือ หลังก้านปรับใบปัดน้ำฝนครับ

check in drive ford focus ecoboost 020

เปิดประตู ภายใน : ลดปุ่มอันแสนเยอะ เปลี่ยนเป็นจอที่ใช้งานง่าย
เมื่อเข้ามายังภายใน จะมีการตกแต่งด้วยสีดำ Piano Black ซึ่งเป็นตามสมัยของรถยนต์ในปัจจุบันที่ภายใน
ส่วนใหญ่จะเป็นสีดำ พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้าน ตัวก้านพวงมาลัยยกขึ้นมาเล็กน้อย และเป็นแบบ Telescope
ที่สามารถยกขึ้น-ลง และเข้า-ออกได้ พร้อมระบบ Multi-Function โดยทางด้านขวามือ จะเป็นปุ่มควบคุม
ระบบเครื่องเสียง และระบบสั่งงานด้วยเสียง Sync3 ส่วนฝั่งซ้าย ด้านบนจะควบคุมระบบหน้าจอแสดง TFT
ที่อยู่ในหน้าปัดวัดความเร็ว และถัดลงมาด้านล่าง จะเป็นปุ่มสำหรับ SET Speed Limiter และ Cruise Control
ก้านไฟเลี้ยวจะอยู่ด้านขวา และก้านใบปัดน้ำฝนจะอยู่ด้านซ้าย ปุ่มเปิด-ปิดไฟสัญญาณฉุกเฉิน อยู่ในบริเวณที่เหมาะสม
และใช้งานได้ทันทีเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน อันนี้ขอชมครับ

check in drive ford focus ecoboost 008

เชื่อว่าผู้อ่านหลายๆท่าน และผมเอง ก็คงงงว่า สวิตช์เปิดหน้าอยู่ตรงไหน ถูกย้ายมาอยู่ตรงใต้ช่องแอร์ฝั่งคนขับครับ
โดยสามารถเลือกได้ว่า จะปิดให้ทำงานเฉพาะ Daylight เปิดไฟหรี่หรือ Parking Light ไฟต่ำโคมใหญ่ (และถ้าจะใช้ไฟสูง
ให้ตบได้ที่ก้านไฟเลี้ยวครับ) หรือระบบเปิดไฟหน้าอัตโนมัติก็สามารถเลือกได้จากตรงนี้ครับ สำหรับปุ่มทางด้านซ้ายมือ
เป็นสวิตช์เปิด-ปิดไฟตัดหมอก มีมาให้ทั้งไฟตัดหมอกหน้าและหลัง ยังไงก็ใช้ในเวลาที่เหมาะสมนะครับ
เพราะอาจแยงตาเพื่อนร่วมทางได้ครับ และทางด้านขวามือ จะเป็นปุ่มปรับความสว่างของไฟหน้าปัดวัดความเร็วครับ

check in drive ford focus ecoboost 009check in drive ford focus ecoboost 010

Focus Ecoboost มาพร้อมกับกระจกไฟฟ้าแบบ Auto ทุกบาน และเป็น Auto ทุกประตู และกระจกมองข้างที่ปรับ
และพับด้วยระบบไฟฟ้า สำหรับการปลดล๊อกกลอนประตูนั้น จะมีปุ่มที่มือจับฝั่งคนขับ พร้อมระบบ Central Lock
และมือจับประตูทุกบาน จะมีหลอดไฟ LED ส่องใต้มือจับ และสามารถเปลี่ยนสีของไฟได้ถึง 7 สีอีกด้วย

check in drive ford focus ecoboost 051check in drive ford focus ecoboost 054

เบาะคู่หน้านั้น เป็นเบาะแบบกึ่ง Bucket Seat ปรับด้วยไฟฟ้า 6 ทิศทาง (เฉพาะฝั่งคนขับ) พร้อมมีตัวดันแยกออกมา
มีปีกเบาะออกมารองรับขณะขับขี่ พร้อมหุ้มด้วยหนังสีดำ ซึ่งให้สัมผัสใกล้เคียงกับหนังแท้ ตัวเบาะนั้นมีฟองน้ำค่อนข้าง
ไปทางแข็ง ทั้งรองก้นและพนักพิงหลัง แต่นั่งสบายและสามารถรองรับสรีระได้ครบทุกส่วน กระชับในระดับนึง
พนักพิงศรีษะค่อนไปทางแข็ง แต่ถ้าปีกเบาะในส่วนสีข้างและรองน่องโอบตัวมากกว่านี้ จะทำให้นั่งขณะขับขี่ได้ดีกว่านี้ครับ
ส่วนเบาะคู่หลังนั้น เป็นเบาะหนังวัสดุเช่นเดียวกันกับเบาะหน้า ส่วนของรองก้นนุ่มกว่าเบาะหน้า แต่พนักพิงพิงหลังแข็งมาก
พนักพิงศรีษะเป็นรูปตัว L คว่ำตามสมัยนิยม ซึ่งก็ตำต้นคอเหมือนคู่แข่งในตลาด แต่สามารถปรับระดับความสูงได้
ฟองน้ำต้นคอนุ่มและให้สัมผัสที่สบายกว่าด้านหน้าแบบชัดเจน

check in drive ford focus ecoboost 052check in drive ford focus ecoboost 053

ในส่วนของกล่องเก็บของตรงกล่องกลาง ฝาปิดด้านบนหุ้มด้วยหนังที่ให้สัมผัสที่ดี และสามารถสไลด์มา
เป็นที่รองศอกขณะขับขี่ได้ เมื่อเปิดออกมา จะมีถาดเล็กๆ สามารถใส่โทรศัพท์ขนาดจอ 4.7 นิ้วได้ และมีรูเพื่อ
ให้สามารถร้อยสายชาร์ต หรือสาย USB ขึ้นมาจากด้านล่างสุดของกล่องเก็บของ เมื่อนำถาดวางออก
จะเห็นช่องเสียบ USB และช่องเสียบปลั๊กไฟ 12 V อยู่ด้านล่าง สำหรับความลึกของกล่องเก็บของ สามารถใส่กล่อง
CD ได้ราว 3-4 แผ่น เพราะต้องแบ่งพื้นที่ให้กับช่องเสียบปลั๊กไฟและ USB

และถัดมาด้านล่าง ข้างคันเบรกมือ จะเป็นตำแหน่งของช่องใส่ขวดน้ำและแก้วน้ำ สามารถปรับระดับ
ความกว้างของช่อง เพื่อใส่ขวดน้ำ หรือแก้วน้ำได้ แต่ถ้าปรับให้เท่ากันทั้ง 2 ช่อง จะสามารถใส่ขวดน้ำ
ขนาด 0.6 ลิตรได้ 2 ขวดแบบสบายๆ

check in drive ford focus ecoboost 049check in drive ford focus ecoboost 050

เมื่อเปิดฝาท้าย พื้นที่วางสัมภาระนั้น พอที่จะให้วางกระเป๋าเดินทางได้ราวๆ 3-4 ใบ และเบาหลัง
สามารถพับได้แบบ 60:40 และแผ่นปิดสัมภาระด้านหลัง สามารถถอดได้โดยดึงสายรั้งที่อยู่บนฝาท้ายออก
แล้วยกออกจากหูเกี่ยวที่อยู่ภายในรถเมื่อเปิดแผ่นปิดพื้นด้านล่าง จะเจอยางอะไหล่หน้าแคบขนาด 16 นิ้ว
พร้อมแม่แรงยกรถ

check in drive ford focus ecoboost 011

สำหรับหน้าปัดของ Focus 1.5 Ecoboost เป็นแบบ Optitron หรือหน้าปัดเรืองแสงแบบที่นิยมใช้ในปัจจุบัน
ทางซ้ายจะเป็นหน้าปัดวัดรอบเครื่องยนต์ Redline จะเริ่มตั้งแต่ 6,500 รอบ/นาที แล้วไปสุดที่ 8,000 รอบ/นาที
ส่วนฝั่งขวาเป็นความเร็วของรถยนต์ หน่วยเป็น กม./ชม. แล้วสุดที่ 240 กม./ชม. ตรงกลางด้านล่างด้านซ้าย
เป็นมาตรวัดระดับของน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนฝั่งขวาเป็นมาตรวัดอุณหภูมิน้ำยาหม้อน้ำที่ใช้ระบายความร้อนเครื่องยนต์ครับ
และสำหรับจอแสดงผลตรงกลางด้านบนในชุดมาตรวัดความเร็ว เป็นจอแบบ TFT ขนาดเล็ก แสดงผลดังนี้
-ระยะของรถที่วิ่งไปแล้วทั้งหมด TripA/TripB
-อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย ระยะที่น้ำมันในถังสามารถวิ่งได้จนหมดถัง
-ความเร็วเฉลี่ย ความเร็วขณะขับขี่
-การตั้งค่าต่างๆ เช่น ภาษาบนหน้าจอ ระบบควบคุมการทรงตัว ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติในความเร็วต่ำ
ระบบหน่วงเวลาของไฟในห้องโดยสาร หน่วยของอุณหภูมิและความเร็ว

check in drive ford focus ecoboost 021

ระบบเครื่องเสียงและ Entertainment
ระบบเครื่องเสียงของ Ford Focus Ecoboost ได้ Supplier อย่าง Sony จัดการให้ หลังจากที่รุ่นก่อนหน้า
มีปุ่มกดเยอะจนลูกค้าที่ซื้อรถไป สับสนในการใช้งาน ทาง Ford เห็นความสำคัญตรงนี้ จึงได้ลดปุ่มกด
ที่ตัวเครื่องเสียง แล้วส่วนที่เป็นหน้าจอแสดงผล เพิ่มฟังก์ชันให้สามารถทำงานได้ด้วยระบบสัมผัสหรือ
Touch Screen ซึ่งทำงานได้ง่ายดายมากเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ระบบสัมผัสทำงานได้ตามมือ
ไม่มีอาการหน่วงแต่อย่างใด แต่เมื่อใช้ปุ่มบนพวงมาลัย เพื่อเปลี่ยนเพลงหรือปรับระดับความดังของเสียง
มีอาการหน่วงขณะเปลี่ยนเพลงราว 0.3-0.5 วินาทีโดยประมาณ โดยเครื่องเสียงชุดนี้ เป็นแบบ CD
เล่นแผ่นเดียว สามารถเล่นไฟล์ MP3 WMA ได้ และสามารถต่อกับ Bluetooth ได้ทั้งระบบโทรศัพท์
และเครื่องเล่นเพลงในโทรศัพท์มือถือของท่าน และที่สำคัญ สามารถโชว์ปกได้ตามที่เครื่องเล่นเพลง
บนโทรศัพท์ของท่านแสดงบนหน้าจอโทรศัพท์ เป็นสิ่งที่ผมชอบในระบบเครื่องเสียงชุดนี้ รวมทั้งรองรับ
Apple Car Play และ Android Auto ซึ่งสามารถ Sync ผ่านช่อง USB บริเวณช่องเก็บของใกล้กับคันเกียร์ได้ทันที
และเมื่อท่านเข้าเกียร์ถอยหลัง จอแสดงผล จะเปลี่ยนเป็นภาพจากกล้องมองหลังรถยนต์ พร้อมมีเส้นกะระยะช่องจอด
ให้เสร็จสรรพครับ รวมทั้งถ้าท่านเปิดระบบเตือนวัตถุรอบข้างด้วย ระบบจะตรวจจับวัตถุและแสดงระยะของวัตถุโดยใช้สี

-สีเขียวคือห่างมาก
-สีเหลืองคือใกล้ในระดับนึง
-สีแดงคือใกล้มากและอยู่ในจุดอับสายตา

ระบบนี้สามารถทำงานได้ดีสำหรับวัตถุที่อยู่กับที่ แต่ยังคงทำงานช้าสำหรับวัตถุที่เคลื่อนที่ได้
เช่น มอเตอร์ไซด์ที่ขี่ขนาบข้างมา พอมอเตอร์ไซด์ขี่ผ่านไปแล้ว ระบบจึงจะทำงานอาจสร้าง
ความรำคาญในบางเวลาขณะขับขี่ ถ้าท่านใดไม่ชอบ สามารถปิดได้ครับ

check in drive ford focus ecoboost 002

ในส่วนของระบบปรับอากาศ เป็นแบบ Digital แยกฝั่งซ้าย-ขวาได้ มีโหมด Auto และสามารถปรับอุณหภูมิ
และแรงดันลมได้ตามใจ สำหรับในโหมด Auto นั้นในด้านอุณหภูมิผมว่าปรับมากำลังดี เย็นเร็ว
แต่ส่วนของพัดลมนั้น แรงของพัดลมเบาไปพอสมควร ต้องปรับเพิ่มในวันที่แดดแรง ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ Focus
อยู่กับผม ผมปรับไว้ที่อุณหภูมิที่ 24 องศาเซลเซียส สำหรับผมถือว่ากำลังสบาย ถึงแม้ว่าแดดจะแรงมาก
ในบางช่วงของวัน ในโหมด Auto ถ้าความแรงของพัดลมแรงกว่านี้ จะดีมากเลยครับ รวมทั้งมีระบบไล่ฝ้า
โดยที่ทั้งไล่ฝ้ากระจกบังลมหน้า กระจกข้าง และกระจังหลัง ในขณะที่ใช้งานโหมด Heater

check in drive ford focus ecoboost 022

ขุมพลัง
สำหรับเครื่องยนต์ของ Ford Focus รุ่นนี้ ได้ทำการถอดเครื่อง 1.6 และ 2.0 ออกจากการทำตลาด
และแทนที่ด้วยเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1,498 ซีซี รหัส M9DE 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว จ่ายเชื้อเพลิง
แบบฉีดตรง พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบแปรผัน ให้กำลังสูงสุด 180 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด 240 นิวตัน – เมตร ที่ 1,600 – 5,000 รอบ/นาที รองรับเชื้อเพลิงสูงสุดคือ Ethanol E85

check in drive ford focus ecoboost 003

ระบบส่งกำลัง
และนี่คงเป็นสิ่งที่หลายๆท่าน รอคอยว่า ในเมื่อ Ford Focus รุ่นนี้มีเครื่องยนต์ที่แรงขนาดนี้แล้ว
จะจับคู่กับระบบส่งกำลังแบบใด และนี่คือ เกียร์อัตโนมัติแบบ Torque Converter 6 จังหวะ
พร้อม Paddle Shift ที่อยู่บริเวณหลังก้านพวงมาลัย และทิ้งระบบส่งกำลังแบบคลัตช์คู่
หรือภาษาทางการของ Ford เรียกว่า Powershift เจ้าปัญหาที่หลายๆคนกลัวจนไม่กล้า
ซื้อรถแบรนด์นี้ออกไป ส่วนปุ่มข้างๆคันเกียร์ เป็นปุ่มของระบบถอยจอดอัตโนมัติครับ

อัตราทดเกียร์

เกียร์ 1         4.584
เกียร์ 2        2.964
เกียร์ 3        1.912
เกียร์ 4        1.446
เกียร์ 5        1.000
เกียร์ 6        0.746
เกียร์ถอยหลัง   2.943

สมรรถนะ
เราไปดูตัวเลขอัตราเร่งกันก่อนครับ ทดสอบโดยผู้ขับขี่เป็นน้องหนาว และน้องนัทตี้
และทดสอบด้วยตำแหน่งเกียร์ D ในอุณหภูมิอยู่ที่ 31 องศาเซลเซียส
ซึ่งผลออกมาเป็นแบบนี้

0-100 กม./ชม.
ครั้งที่ 1 : 09.85 วินาที
ครั้งที่ 2 : 09.94 วินาที
ครั้งที่ 3 : 09.83 วินาที
>>เฉลี่ย : 09.87 วินาที<<

80-120 กม./ชม.
ครั้งที่ 1 : 07.46 วินาที
ครั้งที่ 2 : 07.40 วินาที
ครั้งที่ 3 : 07.44 วินาที
>>เฉลี่ย : 07.43 วินาที<<

ความเร็ว / รอบเครื่องยนต์
80 กม./ชม. ที่ 1,500 รอบ/นาที
100 กม./ชม. ที่ 1,600 รอบ/นาที
110 กม./ชม. ที่ 2,000 รอบ/นาที

การตอบสนองของเครื่องและเกียร์ชุดใหม่นี้ ทำได้ดีมาก ในขณะที่คุณต้องการเร่งแซง เพียงแค่จุ่มคันเร่งไป
เพียงครึ่งเดียว เมื่อเทอร์โบติดบูสต์ Focus Ecoboost คันนี้ ก็พร้อมที่จะพุ่งทะยานอย่างที่ใจคุณต้องการ
โดยที่กำลังเครื่องยนต์จะมาเมื่อรอบเครื่องยนต์อยู่ที่ 2,000-3,500 รอบต่อนาที สร้างความสนุกในการขับขี่
หากเทียบกับรุ่น 2.0 อันเป็นรุ่นที่ Naow27 เคยทดลองขับเมื่อปี 2012 ทำผลงานได้ดีเท่ากัน ส่วนการเร่งแซง
ยอมรับว่าทำได้ดีกว่ารุ่นเดิม อาการหน่วงคันเร่งน้อยลงจากรุ่นเดิมอย่างเห็นได้ชัด

ส่วนการทำงานของระบบเกียร์ การที่เปลี่ยนมาเป็นแบบ Torque Converter ทำให้การตอบสนองของชุดเกียร์
เป็นไปได้อย่างราบรื่นและนุ่มนวล ไม่มีการกระตุกหรือหอนของเกียร์ ส่วนการตอบสนองผ่านแป้น Paddle Shift
ถือว่าทำได้ไวใช้ได้  ถึงแม้รถยนต์คันที่เรานำมาทดสอบ จะวิ่งมาแล้วมากกว่า 17,000 กิโลเมตรแล้วก็ตาม
แต่ในระยะยาวนั้น ต้องรอฟังจากผู้ใช้จริง เพราะระยะเวลาที่รถอยู่กับเราสั้นมากจนไม่สามารถทดสอบ
ส่วนของปัญหาในการใช้งานในระยะยาวได้ครับ

Control20Blade20on20MkII20Focus20International_zps5c1a8b3e ดาวน์โหลด

Suspension20MkII20International_zpsb019e5bd

check in drive ford focus ecoboost 004

ระบบกันสะเทือนและพวงมาลัย
ในส่วนของระบบกันสะเทือนนั้น ด้านหน้าเป็นแบบอิสระ แม็คเฟอร์สันสตรัท คอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง
และในด้านหลัง เป็นแบบอิสระคอนโทรลเบรดมัลติลิงค์ พร้อมคอยล์สปริง พร้อมล้อขนาด 17 นิ้ว
ยาง Michelin Primacy LC ขนาด 215/50/17 ในความเร็วต่ำนั้น หลังจากที่ทดลองวิ่งบนถนนจรัญสนิทวงศ์
ซึ่งอยู่ในช่วงการสร้างรถไฟฟ้า มีทั้งรอยต่อถนนและหลุมเล็กๆบนถนนที่เกิดจากการขุดถนนเพื่อสร้างถนน
สามารถซับแรงกระแทกได้ดี อาการสะท้านที่ขึ้นมาห้องโดยสารน้อยมาก

บนโค้งขวาทางลงสะพานภูมิพล เพื่อมายังถนนสุขสวัสดิ์ สามารถเข้าไปได้ด้วยความเร็ว 80-85 กม./ชม.
โดยที่รถไม่มีอาการโคลงและย้วย ในความเร็วสูง บนความเร็ว 100-140 กม./ชม. บนสะพานภูมิพลที่กระแสลมแรง
ไม่มีการส่ายเนื่องจากลมปะทะด้านข้างรถ ถือได้ว่า เป็นระบบกันสะเทือนที่ดีที่สุด ในบรรดากลุ่ม C-Segment
ที่ขายอยู่ในตลาดครับ

สำหรับพวงมาลัยของ Focus Ecoboost เป็นพวงมาลัยพาวเวอร์แบบไฟฟ้า (EPAS) ในความเร็วต่ำ
มีการตอบสนองที่ดีไม่หนักมากจนเกินไป ถึงแม้ว่าจะใช้ล้อขอบ 17 นิ้วก็ตาม ย่านความเร็วสูง นี่คือสิ่งที่ผมประทับใจ
เพราะน้ำหนักพวงมาลัยนั้น นิ่ง แน่น คมกว่ารถหลายๆรุ่น ในกลุ่ม C-Segment ด้วยกัน และ feeling นั้น ใกล้เคียง
กับพวงมาลัยพาวเวอร์แบบไฮโดรลิก และนี่คือ Setting ที่รถยนต์ที่ใช้พวงมาลัยพาวเวอร์แบบไฟฟ้า
ควรเอาไปเป็น Reference ในการปรับแต่งพวงมาลัยอย่างยิ่ง

1462515867230

Untitled-2
1465280829485

Untitled-1

Untitled-4

ระบบความปลอดภัย

สำหรับระบบความปลอดภัยใน Focus Ecoboost นั้น เรามาเริ่มจากระบบ Active Safety กันครับ
-ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบช่วยเบรกในความเร็วต่ำ Active City Stop
-ระบบช่วยการออกตัวขณะจอดบนทางลาดชัน HLA
-ระบบควบคุมแรงบิดขณะเข้าโค้ง Torque Vectoring Control
-ระบบถอยจอดอัตโนมัติแบบเทียบข้างและถอยเข้าซอง
-ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS

มาเริ่มกันที่ระบบเบรก โดยเบรกเป็นแบบ Disc Break 4 ล้อ พร้อมครีบระบายความความร้อนที่จานเบรกในคู่หน้า
ในความเร็วต่ำระบบเบรกมีอาการจิกมากจนหน้าทิ่มทุกๆครั้งที่แตะเบรก เป็นเรื่องที่รำคาญในขับขี่ในเมือง
แต่กลับกันในความเร็วสูงแป้นเบรกมีความ Linear มาก ต้องการเท่าไร ให้ใส่แรงลงไปที่แป้นเหยียบ
จะได้ตามที่ต้องการ และเมื่อต้องเบรกกระทันหัน

ระบบ ABS และ EBD ก็พร้อมใจทำงานได้อย่างรวดเร็ว ถ้าในความเร็วต่ำ เบรกแล้วหน้ารถไม่ทิ่มบ่อยๆ
ก็แทบไม่มีอะไรให้ติเลยครับ ระบบควบคุมแรงบิดขณะเข้าโค้ง โดยการทำงานของระบบนี้คือ ระบบจะกระจายแรงบิด
ให้กับล้อด้านในและด้านนอกโค้งให้เหมาะสมเพื่อให้รถสามารถเข้าโค้งได้เร็วขึ้นและลดอาการ Understeer
หรืออาการหน้าดื้อจนรถไม่สามารถเลี้ยวได้ครับ ซึ่งเป็นระบบที่ผมชอบมาก เพราะส่วนตัวเป็นกลัวอาการ Understeer
ซึ่งระบบ สามารถทำงานได้ดี และทำให้ผม เลี้ยวเข้าโค้งในหลายๆโค้ง บนทางด่วนได้อย่างมั่นใจครับ

ระบบช่วยออกตัวขณะจอดบนทางลาดชัน เป็นอีกหนึ่งระบบที่ขับในเมืองแล้วได้ใช้บ่อยๆ เวลาใช้แค่ท่าน
เหยียบเบรกค้างไว้ พอปล่อยเบรกรถจะหยุดอยู่กับที่ราว 3-5 วินาที เพื่อให้ท่านสามารถออกรถได้ โดยที่ไม่ไหลลง
ไปด้านล่าง ซึ่งระบบนี้ใน Focus Ecoboost สามารถทำงานได้ดี ไม่ว่าสะพานหรือทางขึ้นตามห้างสรรพสินค้า
จะชันขนาดไหนครับ

ระบบถอยจอดอัตโนมัติ ในส่วนนี้ ผมขอแนบคลิปที่น้องหนาว ได้ไปทำการทดสอบในรายการขับเร็ว
อีกหนึ่งช่องทางนำเสนอของ Carside บน Youtube ให้ดูตั้งแต่ 3.14 นาทีเป็นต้นไปครับ คลิกที่คำว่า
“ขับเร็ว EP.6” เพื่อรับชมกันได้ครับ
>>>> ขับเร็ว EP.6 <<<<<<

และสำหรับระบบ Passive Safety ใน Ford Focus มีมาให้ดังนี้ครับ
-โครงสร้างตัวถังที่ทำจากเหล็กโบรอน สามารถซับแรงกระแทก และปกป้องผู้โดยสารได้ระดับ 5 ดาว จาก Euro NCAP
-ถุงลมนิรภัย 6 จุด (คู่หน้า ม่านนิรภัย 2 ข้าง และข้างเบาะหน้า 2 จุด)

Carside Fuel Con. Test
สำหรับการทดสอบในส่วนนี้ ผู้ขับจะเป็นน้องหนาว และน้องนัทตี้ เป็นผู้ทำการทดสอบในส่วนนี้ ขอส่งไม้ต่อให้น้องหนาวครับ
เราเริ่มจากการเติมน้ำมัน Esso แก็สโซฮอล์ 91 ให้เต็มจนถึงคอถังน้ำมัน เซ็ทไมล์เป็น 0 แล้วสตาร์ท ออจากปั้มน้ำมัน
ลัดเลาะขึ้นทางด่วนอุดรรัถยา แล้วขับไปจนถึงด่านบางปะอิน ด้วยความเร็ว 110 กม./ชม. เปิดแอร์อุณภูมิ 25 องศา

รุ่นที่เราทดลองนั้นมีระบบล็อคความเร็ว Cruise Control ทำให้การทำอัตราสิ้นเปลืองนั้นง่ายขึ้น
หลังจากนั้นวกกลับ แล้วขับตามเส้นทางเดิม แล้วลงทางด่วนอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แล้วเข้าปั้มน้ำมัน
Esso สาขาอารีย์ แล้วเติมน้ำมันกลับที่หัวจ่ายเดิม

ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 93.5 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 06.51 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 14.36 กม./ล.<<

ฟังดูประหยัดใช่ไหมครับ แต่เวลาที่ใช้งานในเมือง การที่เป็นเครื่องยนต์เทอร์โบ พอต้องเร่งๆถอนๆ ทำให้เทอร์โบติดบูสต์บ่อยๆ
เพราะเทอร์โบที่ใส่ใน Focus Ecoboost เน้นการตอบสนองที่ดีในรอบต่ำ ทำให้น้ำมัน 1 ถัง ถ้าใช้ในเมือง จะได้วิ่งได้ราว
380-400 กิโลเมตร แต่ถ้าหากวิ่งทางไกลด้วยความเร็วคงที่ก็จะได้ระยะเพิ่มขึ้นเป็น 420-450 กิโลเมตรโดยประมาณ
ซึ่งผมเอง ก็พยายามหาสาเหตุว่า ทำไมรถยนต์รุ่นนี้ถึงใช้น้ำมันมากขนาดนี้ จนมาถีงบางอ้อว่าการที่เครื่องยนต์ต้อง
ปรับแต่งเผื่อการใช้ E85 อาจมีส่วนที่ให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงออกมาด้อยกว่ารถยนต์ในกลุ่มเดียวทั้งนี้
ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละคนด้วยนะครับ

check in drive ford focus ecoboost 028

รวบให้ฟัง หลังจากลองขับ : ขับสนุก เกียร์มิตร(ขึ้นกว่าเดิม) แต่กินดุไป
หลังจากที่ที่ผมได้มีโอกาสได้อยู่กับ Ford Focus Ecoboost เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ทำให้ผมได้รู้อะไรหลายๆอย่างว่า
เพื่อนคนนี้ที่ผมเคยรู้จักในวัยเด็กจากเด็กที่เก่งทุกด้าน แต่มีเกเรบ้างจนได้ขึ้นห้องปกครองฐานทะเลาะวิวาทกับเพื่อน
ในวัยเด็กของ Mark III เปลี่ยนมาเป็นวัยรุ่นตอนปลาย เตรียมตัวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ใน Mark III.V Ecoboost คือ
เขาเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เรื่องเกเรในวัยเด็กได้หายไป เปลี่ยนเป็นคนที่สุขุมขึ้น ตั้งใจทำงานและสามารถทำงานได้ดี
เพราะความที่เป็นคนหัวดีมาตั้งแต่เด็ก แต่คุณอย่าได้ไปทำให้โปรเจคงานเขาล่มหรือขัดขาเวลาทำงาน
เพราะเวลาเขาโกรธหรือใครทำให้โมโห เพื่อนผมคนนี้ก็พร้อมเอาเรื่องทุกเมื่อ เหมือนกับการตอบสนองของ
เครื่องยนต์ 1.5 Ecoboost ที่อยู่ในรถคันนี้ครับ ประกอบกับช่วงล่างและพวงมาลัยที่สามารถควบคุมรถ
ได้ดั่งใจราวกับนักฟุตบอลอาชีพที่สามารถเลี้ยงบอลหลบหลีกคู่แข่งแล้วบุกไปยังหน้าประตูได้อย่างรวดเร็ว

ข้อดีที่มี
– ประการแรก เครื่องยนต์ที่แรง มีการตอบสนองที่ดีตั้งแต่รอบต่ำ และเกียร์ที่ทำงานได้อย่างลื่นไหล
ไม่มีการกระตุกและส่งกำลังได้อย่างต่อเนื่องเรียกได้ว่า เป็นส่วนแรกที่ทำให้ใครหลายๆคน รวมทั้งผม
ขึ้นมาขับแล้วรู้สึกประทับใจตั้งแต่ขับครั้งแรก นานมาแล้ว ที่ไม่ได้เจอรถระดับที่คนทั่วไปซื้อได้
และเครื่องยนต์แรงมาก หลังจากที่ Nissan Sylphy Turbo ออกมาทำตลาด

– ประการที่สอง ช่วงล่างและพวงมาลัยที่ถูกปรับแต่งมาเพื่อคนที่ชอบขับรถ นี่คือสิ่งต่อมาที่คนชอบขับรถปราถนา
นอกจากเครื่องยนต์ที่ตอบสนองได้ดีทุกช่วงการทำงานแล้ว ช่วงล่างและพวงมาลัยที่สามารถควบคุมได้ดั่งใจ
เหมือนกันแขนขาของท่านเอง นี่คือสิ่งที่ Ford Focus Ecoboost ได้มอบให้ผมตลอดเวลา 3 วัน 2 คืนที่อยู่ด้วยกัน
และนี่คือหนึ่งสิ่งที่ผมชอบในรถคันนี้ ทำให้ผมรู้สึกมั่นใจทุกครั้งที่ขึ้นไปขับ และทำให้ผม มีความสุขเวลาขับ
บนทางด่วนที่มีโค้งให้เล่นต่อเนื่องครับ

-ประการที่สาม เบรกในความเร็วสูง ที่เป็น Linear และสั่งได้ตามเท้า ในความเร็ว ระบบเบรกถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ
บนความเร็วสูง Focus Ecoboost สามารถทำตรงนี้ได้ดี แป้นเหยียบตอบสนองตามแรงกดที่เท้า และชะลอความเร็ว
ได้ดีจากความเร็วสูง ลดมาจนถึงจุดหยุดนึ่งโดยใช้ระยะเวลาสั้นมาก

– ประการสุดท้าย เทคโนโลยีที่อัดแน่นและสามารถใช้งานได้จริง ทั้งระบบเครื่องเสียง ระบบเตือนวัตถุรอบรถ
กล้องมองหลัง ระบบช่วยออกตัวบนทางชันซึ่งทุกอย่างที่กล่าวมา ได้ใช้จริงและเป็นประโยชน์ขณะขับขี่
ในชีวิตประจำวัน

ข้อเสียที่ต้องรับได้
– ประการแรก เบรกในความเร็วต่ำ ที่แตะด้วยน้ำหนักเท้าที่เบา แต่ก็ยังเบรกจนคนขับหัวทิ่มทุกครั้ง ถ้าเป็นคนที่
ใช้รถในเมืองบ่อย อาจจะรำคาญในส่วนนี้ แต่แลกกับการทำงานในช่วงความเร็วสูงที่ทำงานได้อย่าง Linear
และสั่งได้ดั่งใจ ถ้าเป็นขับรถเร็ว ถือว่าพอแลกกันได้ครับ

– ประการที่สอง ราคากับอุปกรณ์ที่ให้บางอย่าง เมื่อเทียบกับคู่แข่ง เหมือนขาดหายไป จริงอยู่ที่อุปกรณ์เทคโนโลยี
ที่สามารถใช้งานได้จริงและดีแต่การที่ไฟหน้าแบบ Projector หายไป คนไทยบางกลุ่มซึ่งเป็นคนที่เน้นอุปกรณ์
ที่โชว์ต่อหน้าเพื่อนได้มากกว่าสิ่งที่สามารถใช้งานได้จริง ไม่เข้าใจถ้ามีรุ่นปรับอุปกรณ์ในอนาคต เอากลับมาด้วยก็ดีครับ
ก่อนหน้านี้ยังมีเลย ตอนนี้หายไป คนซื้อหลายๆคน คงคิดมากในเรื่องนี้ (แต่ส่วนตัวผม ผมแฮปปี้กะไฟหน้าแบบนี้นะ)

-ประการที่สาม การที่รถรุ่น ใช้น้ำมันสื้นเปลืองมาก จริงอยู่ที่เครื่องยนต์ถูกปรับแต่งมาเพื่อรองรับ E85 ซึ่งต้องมีการ
ฉีดเชื้อเพลิงที่มากกว่าปกติ เพื่อให้ได้กำลังและไม่ให้อุณหภูมิของเครื่องยนต์สูงจนอาจเกิดความเสียหายของเครื่องยนต์
แต่การใช้งานในชีวิตประจำวัน แล้วใช้น้ำมันเปลืองมาก 1 ช่องของมาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิง ใช้ได้เพียง 88-90 กิโลเมตร
ทั้งๆที่ขับแบบประหยัดสุดๆ พยายามให้เทอร์โบติดบูสต์น้อยที่สุด หลีกเลี่ยงสถานการณ์รถติดเพื่อใช้ความเร็วคงที่
ก็ได้ราวๆนี้ ยังไงถ้าเพิ่มความจุของถังน้ำมันเป็น 60 ลิตร หรือปรับการจ่ายเชื้อเพลิงให้เหมาะสมกว่านี้ น่าจะทำให้
รถน่าใช้ขึ้นกว่านี้ครับ เพราะคนส่วนใหญ่มองถึงเรื่องอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเป็นอันดับแรกๆ ในการเลือกซื้อรถครับ

– ประการสุดท้าย การบริการหลังการขายและการแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้าที่ไม่มีความชัดเจน จริงอยู่ ที่ Focus Ecoboost
รุ่นนี้ อะไหล่ทางเทคนิคที่ใช้ในรุ่นที่แล้ว อย่างเกียร์ Powershift ถูกถอดทิ้งไป ทำตัวรถให้น่าใช้ขึ้น และปัญหาน้อยลง
แต่การแก้ไขปัญหา จากกรรมเก่าของเกียร์ Powershift รวมทั้งดีลเลอร์ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้หายขาดได้
ทำให้ Focus รุ่นนี้ กลายเป็นจำเลยสังคม และไม่ได้มีโอกาสพิสูจน์ตัวเอง ในฐานะ Product ที่ถูกแก้ไขปัญหามาแล้ว
หลังจากที่ผมใช้ชีวิตกับเจ้านี่ตลอด 3 วัน 2 คืน ทำให้รู้ว่า รถคันนี้มีดีพอ ที่จะแนะนำให้คนรอบตัวซื้อได้ ถ้าหากการ
บริการหลังการขาย รวมทั้งนโยบายในการแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้าที่เกิดปัญหาไปก่อนหน้านี้ ดีและชัดเจนกว่าในปัจจุบัน    

check in drive ford focus ecoboost 056

คันต่อคัน
ทั้งนี้ ทางเราขอเปรียบเทียบเฉพาะกลุ่ม C-Segment ที่ใช้เครื่องยนต์แบบ Downsizing
เพื่อให้ชัดเจนในการเปรียบเทียบ

Honda Civic 1.5 Turbo

กลายเป็นขวัญใจมหาชนไปแล้ว สำหรับ Civic 1.5 Turbo เป็นรถที่หลายๆคนตัดสินใจเลือกซื้อ
เพราะด้วยหน้าตาที่ถูกใจคนส่วนใหญ่ และความเป็นสาว First Jobber จากรุ่นก่อนๆ ได้หายไป
เปลี่ยนเป็นสาววัยทำงานคุณแม่ลูกหนึ่ง ซึ่งยังคงความสวย แต่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และด้วยการนำพื้นฐาน
โครงสร้างทางวิศวกรรมจาก Honda Accord G9 จึงทำให้ขนาดใหญ่ขึ้น มีพื้นที่ Legroom และด้วยตำแหน่ง
เบาะหลังที่ต่ำลง จึงทำให้พื้นที่ Headroom เพิ่มขึ้นจาก FB และ FD อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
อยู่ในเกณฑ์ดีที่สุดในกลุ่ม แต่ด้วยไลน์ประกอบรถยนต์รุ่นนี้ ถูกย้ายไปอยู่ที่โรงงานโรจนะ 2 จังหวัดปราจีนบุรี
รวมทั้งมีการเปลี่ยนระบบประกอบรถใหม่ทั้งหมด ตัวรถจึงมี Defect จากการประกอบอยู่พอสมควร
เช่นระยะช่องไฟของชิ้นส่วนต่างๆ ปัญหาเรื่องความร้อนขึ้นจากพัดลมระบายความร้อนหม้อน้ำไม่ทำงาน
จอแสดงผลติดๆดับในรถล็อตแรกๆ แต่ด้วยการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับทำได้ดีและรวดเร็ว รวมทั้งทีมฝ่ายวิจัย
และพัฒนาหาสาเหตุได้เร็ว และไลน์การประกอบรถยนต์เริ่มนิ่งแล้ว จึงทำยอดขายนำโด่งอย่างไม่แปลกใจ
ในราคา 1,099,000 บาทในรุ่น Vtec Turbo และราคา 1,199,000 บาทในรุ่น Turbo RS และสำหรับรุ่น 5 ประตู
Hatchback ราคาอยู่ที่ 1,169,000 บาท แต่คำตอบทั้งหมด ขอให้ทาง Carside ได้รับรถรุ่นนี้มาจาก Honda ก่อน
แล้วจะเล่ารายละเอียดแบบเจาะลึกให้ฟังต่อไปครับ

Nissan Sylphy 1.6 DIG Turbo 
คุณป้าสายซิ่งที่ถูกลืม ด้วยหน้าตาของรถที่เหมือนสาววัยกลางคนแผนก HR จอมเขี้ยว ที่เวลาท่าน
จะไปเบิกรถเพื่อติดต่องานข้างนอก หรือบัตรพนักงานตอกเวลาเข้างานไม่ได้ จะต้องเจอคุณป้าท่านนี้ทุกครั้ง
เวลาที่ท่านเข้าไปแบบไม่รู้เวลา อาจโดนป้า HR ท่านนี้ตวาดใส่ เหมือนกับการตอบสนองของเครื่องยนต์ 1.6 Turbo
190 แรงม้า ที่แรงจริง แต่ถูกจำกัดพลังไว้ด้วยเกียร์ CVT ที่ยังอมกำลังบางส่วนไว้ แต่จากที่ได้คุยกับหลายๆท่าน
ที่เลือก Sylphy Turbo เพราะว่าห้องโดยสารและการขับขี่ที่สบายที่สุดในกลุ่ม รวมทั้งหน้าตาที่สุภาพ
ตรงนี้ Civic และ Focus เองก็ไม่สามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้ แต่ในเรื่องการขับขี่ ที่พวงมาลัยน้ำเบาค่อนข้างเบา
ในความเร็วสูง ช่วงล่างที่นิ่มค่อนไปย้วย และบริการหลังการขายที่ยังสู้ Honda ไม่ได้ รวมทั้งการทำตลาดในตอนนี้
จึงทำการสื่อสารในด้านผลิตภัณฑ์กับลูกค้ายังไม่ชัดเจน ทั้งที่ราคาตั้งมาได้สมเหตุผลกับอุปกรณ์ที่ให้มา
คือ 990,000 บาท

เมื่อตกลงปลงใจ คนแบบไหนถึงจะเหมาะสมกับ Focus Ecoboost
เมื่อท่านตัดสินใจแล้วว่า จะเลือก Ford Focus Ecoboost ราคา 1,099,000 บาท (ณ วันที่15/03/2017)
คนที่เหมาะกับรถรุ่นนี้อย่างแรก คือ คุณจะต้องไม่ได้สนใจรถที่สร้างภาพลักษณ์มาก เพราะด้วยหน้าตาภายนอก
ของ Focus Ecoboost นั้น ไม่ได้หรูหรา ออกไปทางเรียบๆและเป็นรถ 5 ประตู อย่างที่สองคือ คุณต้องการรถที่ขับดี
และสนุกในทางไกลแบบข้ามจังหวัด บอกเลยว่า รถคันนี้ สามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดีมาก เพราะด้วยการขับขี่ที่สนุก
และเครื่องยนต์ที่แรง คุณอาจจะรักเจ้านี่ตรงนี้เลยก็ว่าได้ และอย่างสุดท้าย คุณไม่ได้แคร์ค่าน้ำมันและการบริการหลังขาย
แบบที่เป็นอยู่ของ Ford ในปัจจุบัน ถ้าทั้ง 3 ข้อนี้คือคุณ จรดปากกาเซ็นต์ใบจองที่โชว์รูมใกล้บ้านได้เลย เพราะตัวรถ
มีคุณงามความดีพอที่จะเป็นทางเลือกให้คนที่ชอบความแตกต่างครับcheck in drive ford focus ecoboost 007

Final Chapter : บทสรุป “เพื่อนคนเดิม เพิ่มเติมคือโตขึ้นไปตามวัย”

เวลาในวัยเรียน ถึงมันจะสั้นๆ บางคนเราอาจอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่อนุบาล จนเรียนจนมหาวิทยาลัย หรือบางคนเป็น
เพื่อนสมัยมัธยมต้น มัธยมปลาย หรือเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัย แต่ละคนที่เคยมีนิสัยบางอย่าง ก็เปลี่ยนไปตามวัย
เหมือนกัน Ford Focus 1.5 Ecoboost คันนี้ ก็เหมือนเพื่อนผมสมัยมัธยมต้น เพื่อนผมคนนี้หัวดีนะ เรียนอะไรแปบเดียว
ก็เข้าใจ เล่นกีฬาก็เก่ง ติดที่เป็นคนเกเร จนโดนฝ่ายปกครองเรียกผู้ปกครองมารับทราบพฤติกรรมบ่อยๆ เหมือนกัน
กับ Focus ในยุคที่ใช้เกียร์ Powrshift นั่นแหละครับ เป็นรถที่ดี แต่ติดที่ Defect เยอะ จนลูกค้าถึงขั้นมายกป้าย
ประท้วงตามงานแสดงรถยนต์ต่างๆ ในประเทศไทย และไปประท้วงหน้าสำนักงานใหญ่เป็นประจำ แต่ถึงกระนั้น
ทาง Ford ก็ได้ทราบถึงปัญหาของผลิตภัณฑ์ที่จำหน่าย จึงได้ตัดสินใจ เปิดตัว Focus 1.5 Ecoboost ออกมา
โดยทิ้งเกียร์ Powershift เจ้าปัญหานั้นออกไป ปรับปรุงส่วนของ Interface ในรถให้ใช้งานได้ขึ้น แต่คุณงามความดีที่มี
ก็ยังคงไว้ ซึ่งเหมือนเพื่อนผมคนเดิม แต่ผมได้มีโอกาสเจอกันในงานคืนสู่เหย้าหรือนัดกินข้าวเย็นกันเฉพาะในกลุ่มที่
เรียนด้วยกัน นั้นคือ โตไปตามวัย พอถามว่า ตอนนี้ทำงานอะไร ก็ตอบว่า เป็นรองผู้ช่วยผู้จัดการแผนกในบริษัทแห่งนึง
ทั้งๆเรียนจบทำงานไปไม่ถึง 3 ปี นั้นแสดงให้ความ เพื่อนผมคนนี้ มีศักยภาพในการทำงานดีพอ แต่ยังคงไม่สามารถ
ไต่ขึ้นไปตำแหน่งสูงๆได้ เนื่องจากวัยวุฒิยังไม่เพียงพอ ซึ่งมีความคล้ายกันกับ Focus Ecoboost ถึงแม้จะโตขึ้น
แต่ยังไม่สามารถพิสูจน์ตัวเองได้ว่า เขาไม่เกเรกลางถนนแบบรุ่นก่อนแล้วนะ มา ผมจะแนะนำบางอย่าง เพื่อให้ Ford
นำไปพิจารณาในการทำตลาดของเจ้านี่ และเพื่ออนาคตของ Ford เองครับ

-อย่างแรก การบริการหลังการขาย และนโยบายเยียวยาลูกค้า ควรชัดเจนและดีกว่าที่เป็นอยู่ คนไทยไม่ได้ต้องการอะไรมากครับ
รถขับดี บริการหลังการขายดี ราคาขายต่อรับได้ ซึ่งแน่นอนว่า Ford ทำรถออกมาดีอยู่แล้ว เพียงแค่แก้ไขเรื่องศูนย์บริการ
ให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ รวมทั้งมาตรการการเยียวยาของลูกค้าที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ ผมเชื่อว่า จะเรียกศรัทธาและลูกค้ากลับมาหา
ผลิตภัณฑ์ดีๆในยุคหลังอย่าง Focus Ecoboost ครับ

-อย่างที่สอง ลองเชิญลูกค้าตาม Club ที่ใช้รถยี่ห้อท่าน มาลองขับแบบ Driving Experience เป็นเวลา 1 วัน หรือจัดโปรแบบ
ผู้เป็นผู้โชคดีขับฟรี 7 วัน แล้วถ้าหากท่านนั้นสนใจที่จะเป็นเจ้าของ ก็ให้เป็นส่วนลดต่างๆ เพื่อให้เป็นข้อเสนอสำหรับ
การออกรถใหม่ ถือว่าเป็นแรงจูงใจให้กับลูกค้าหน้าใหม่ และเรียกศรัทธาจากลูกค้าเก่า ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ดีและมีคุณภาพครับ

เพียงแค่นี้ ยอดขายก็เพิ่มขึ้นแน่นอน ที่ผมเสนอออกไป ไม่ได้มีเจตนาอวดดีแต่ประการใด แต่เมื่อท่านทำผลิตภัณฑ์
ที่ดีออกมาแล้ว ผมเอง ก็อยากจะนำเสนอให้ทุกคนที่มีกำลังซื้อ ออกมาอุดหนุนผลิตภัณฑ์ของท่าน เพื่อนำเงินทุน
ไปพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการดีๆให้ลูกค้าปัจจุบัน ได้รับความประทับใจสูงสุด

“ผมไม่อยากให้เพื่อนผมคนนี้ หมดอนาคต เพราะปัจจุบัน เขาดีจนควรได้รับพิสูจน์ตัวเอง”  

check in drive ford focus ecoboost 055

กราบบบขอบพระคุณแบบงามๆ
ฝ่ายประชาสัมพันธ์
บริษัท ฟอร์ด เซลล์ ประเทศไทย จำกัด
เอื้อเฟื้อสำหรับรถทดลองขับ


ทดลองขับ & ถ่ายภาพ : PunTam &  Naow27
ภาพกราฟฟิศทั้งหมด : ลิขสิทธิของ Ford Motor Company

เผยแพร่ครั้งแรก : 11 เมษายน 2560

หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่ 
facebook/twitter/instagram : carsideteam

Total 2 Votes
0

Tell us how can we improve this post?

+ = Verify Human or Spambot ?

About The Author