[Check-in Drive] Ford Everest 3.2 Titanium+ 4WD : PPV มาดดิบที่น่าคบกว่าเดิม(มาก)

1450 0

ในงานมอเตอร์โชว์เมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา หลายๆคนคงได้สัมผัส PPV รุ่นเด่นในค่าย Ford
ที่แม้ว่าจะมาเผยโฉมอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ก็เปิดให้ดูได้แค่ 10 นาทีเท่านั้น หลายๆคน
ที่ได้สัมผัสแล้วก็อยากจะจับอีก (ซึ่งผมก็เป็น 1 ในนั้นด้วยเช่นกัน) แต่มาวันนี้ PPV รุ่นนั้น
ได้เปิดตัวพร้อมโฆษณาอย่างเป็นทางการ หลายๆคนก็เริ่มที่จะรับรถคันดังกล่าว
ซึ่งรุ่นที่ว่านี้นั้นคือ All New Ford Everest นั่นเองครับ

Check-in Drive Ford Everest 3.2-Exterior-01

ตั้งแต่เปิดตัวมากระแสถือว่า แรงไม่มีตกกันเลยทีเดียว ซึ่งคนรอบตัวผมก็ยังมีการมาถามไถ่
กันอยู่เรื่อยๆว่า “Everest ดีไหม” “Everest รุ่นใหม่เป็นไงบ้าง” ซึ่งตอนที่ผมลองขับครั้งแรก
ผมชอบการตอบสนองระยะสั้น แต่พวงมาลัยค่อนข้างเบา ซึ่งมันเป็นแค่ฟิลลิ่งแบบคร่าวๆเท่านั้น

Check-in Drive Ford Everest 3.2-Exterior-5162

แต่งวดนี้เราได้สัมผัสกับแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งรุ่นที่สัมผัสจะเป็นรุ่นท็อปสุดในตลาดอย่างรุ่น
3.2 Titanium + 4WD นั่นเองครับ (คันสีแดง เป็นรุ่นปี 2015 และคันสีเงินจะเป็นรุ่นปี 2016
ที่ปรับอุปกรณ์ความปลอดภัยเพิ่มเติม) ซึ่งหลายๆคนได้อ่านรีวิวของรุ่น 2.2 ขับเคลื่อน 2 ล้อ
กันไปบ้างแล้ว คราวนี้มาดูว่า เครื่องที่แรงขึ้น พร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อจะมีสมรรถนะ
แรงขึ้นแค่ไหน

ก่อนที่จะมาชมรีวิวเต็มๆ เรามาดูประวัติกันก่อนดีกว่า

Everest History 1
(โฉมแรก ในปี 2003 – 2006 ภาพจาก Autoevolution.com)

Ford Everest เปิดตัวครั้งแรกในปี 2003 ที่งาน Motorshow ซึ่งตัวรถจะเป็นการนำ Ranger
มาดัดแปลงซึ่งในตอนนั้นจะยังแปลงไม่ค่อยมากนัก แต่จุดเด่นคร่าวๆจะอยู่ที่ประตูท้ายที่ใช้วิธี
การเปิดแบบด้านข้าง (แบบเดียวกับ Ford Ecosport ในปัจจุบัน) และตกแต่งภายในให้หรูกว่า
Ranger ในตอนนั้น ส่วนเครื่องยนต์จะใช้เครื่อง 2.9 ลิตร W9 แรงม้า และเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร
WLT Turbo มีเฉพาะเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะและเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ (ในเครื่องยนต์ W9)

ยอดขายถือว่าถือว่าเรื่อยๆ ไม่ค่อยหวือหวานัก เพราะตลาด PPV ช่วงนั้นยังไม่บูมเท่าที่ควร
แม้ว่าจะกระตุ้นตลาดด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะในเครื่องยนต์ WLT แต่ก็ระดับหนึ่งเท่านั้น
แถมคู่แข่งอย่าง Toyota Fortuner และ Isuzu MU-7 เปิดตัวมาในช่วงปลายปี 2004 ด้วยแล้ว
ทำให้ Everest มียอดขายดรอปลงไปชัดเจน

 

Everest History 2

(โฉม Big Minorchange ในปี 2006-2009)

Everest History 3

(โฉม Minorchange ในปี 2010)

ต่อมา ก็มีการเปิดตัว Big Minorchange ประมาณปี 2006 ที่ปรับหน้าตามาแนว Ranger ตัว
Big Minorchange พร้อมเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็น 3.0 ลิตร Duratorq และทยอยปรับหน้าตาเรื่อยๆ
เกือบทุกปี แต่ยอดขายก็ไม่กระเตื้องขึ้น เพราะในสมัยนั้น ลูกค้าส่วนใหญ่จะเทใจไปที่ Fortuner
และ Pajero Sport ซะมากกว่า

อย่างไรก็ตาม หลังจากเปิดตัว Ford Ranger T6 โฉมใหม่ในปลายปี 2011 ก็มีคนถามอยู่เรื่อยๆว่า
เมื่อไหร่ Ford จะทำเวอร์ชั่น PPV ซะที เพราะตัวรถ Ranger ได้พัฒนาจากรุ่นเดิมมาก รวมไปถึง
ยอดขายที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งฟอร์ดก็ไม่นิ่งนอนใจ โดยได้เผยโฉม Ford Everest Concept ใน
ช่วงมอเตอร์โชว์ปี 2014 ซึ่งมีคนให้ความสนใจอยู่พอสมควร จนเวอร์ชั่นขายจริงได้เปิดตัวไป
ในช่วงปลายปีที่ประเทศจีน (ซึ่งรายละเอียดดังกล่าวจะอยู่ในบทความนี้) ส่วนบ้านเราก็ได้เปิดตัว
ในงาน Motorshow 2015 และเริ่มขายจริงในเดือนสิงหาคมปีที่แล้วนั่นเอง

Check-in Drive Ford Everest 3.2-Exterior-02

การออกแบบภายนอก หลายๆคนอาจจะมองว่าหน้าตาจะมาแนวเดียวกันกับ Ford Ranger
Minorchange เพราะ Everest ใหม่จะนำการออกแบบของ Ford Ranger มาปรับให้ดู
แตกต่างขึ้น

ด้านหน้าออกแบบได้เหลี่ยมสันกว่าเดิม กระจังหน้าที่มาพร้อมกับเส้นโครเมียมที่หนาสุดๆ 3 ช่อง
ไฟหน้าที่ยกมาจาก Ranger Minorchange  ซึ่งจะติดให้ทั้งไฟหรี่ LED ที่เป็นรูปตัว L ไฟต่ำแบบ
Projector และไฟสูงที่ยังใช้แบบมัลติรีเฟลกเตอร์อยู่ (ซึ่งคู่แข่งบางค่ายจะรวมเป็นดวงเดียวกัน)
การให้แสงสว่างถือว่าทำได้ค่อนข้างดี และที่สำคัญ ยังมีที่ฉีดน้ำล้างไฟหน้าให้อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันนี้
จะเหลือแค่ Everest เท่านั้นที่มีให้ (ซึ่งคู่แข่งอย่าง Fortuner และ Pajero Sport ที่เคยมีกลับตัดทิ้ง)

โดยที่ล้างไฟหน้าจะทำงานเมื่อเปิดไฟหน้า และทำงานพร้อมกับที่ฉีดล้างกระจกซึ่งไม่มีสวิตซ์
แยกมาให้ นอกจากนี้ ยังมีการตกแต่งด้วยชายล่างกันชนหน้าสีเงินพร้อมไฟตัดหมอกหน้า

ด้านข้าง ยอมรับเลยว่าแม้จะเส้นสายเรียบมาก แต่การออกแบบโดยรวมยอมรับว่าสวยจบ
ครึ่งคันหน้าจะยกมาจาก Ranger ทั้งหมด แต่ครึ่งคันหลังจะทำเส้นสายใหม่ และบานกระจก
ที่ทำแบบต่อเนื่องกันพร้อมล้อแม็กขนาดใหญ่ 20 นิ้วที่ใช้ยาง 265/50 R20 ให้จากโรงงาน

Check-in Drive Ford Everest 3.2-Exterior-03

ด้านหลัง การออกแบบจะค่อนข้างเรียบง่ายกว่าคู่แข่ง สิ่งที่เห็นชัดเจนคือ ฟอร์ดได้ตัด
ยางอะไหล่หลังรถจากรุ่นเดิมออกไป และไฟท้ายจะมาแบบ LED แบบตัว C ซึ่งจะมีทั้ง
คิ้วป้ายทะเบียนพร้อมโลโก้ Everest สลักอยู่ พร้อมมือเปิดประตูที่อยู่ท้ายรถที่ใช้กลอน
แบบไฟฟ้าแยกมาให้ต่างหาก ก็ยังมีอีกจุดหนึ่งที่จะภูมิใจนำเสนอนั่นคือ….

ประตูหลังนั่นเอง จากเดิมจะเปิดด้านข้างเหมือนกับ Ford Ecosport แต่ในรุ่นปัจจุบันได้
เปิดแบบยกขึ้น ส่วนรุ่นท็อปจะสามารถเปิด/ปิดด้วยไฟฟ้า สามารถควบคุมได้ 3 ทางคือ
บนคอนโซลหน้าจะมีปุ่มซ่อนอยู่ฝั่งคนขับ,ปุ่มบริเวณประตูหลัง และบนรีโมท (ซึ่งต้องกดถึง
2  ครั้งถึงจะทำงานให้) และยังมีระบบกันหนีบให้ (ซึ่งการตอบสนองกันหนีบยังช้ากว่า
Fortuner นิดหน่อย แต่ก็ไม่มากนัก)

มิติตัวถังจะมีขนาดยาว 4,893 มิลลิเมตร ยาว 1,862 มิลลิเมตร สูง 1,837  มิลลิเมตร
ฐานล้อยาว 2,850 มิลลิเมตร ซึ่งเมื่อเทียบกับตัวเก่าแล้วจะสั้นกว่า 169 มิลลิเมตร
ยาวกว่า 74 มิลลิเมตร สูงกว่า 11 มิลลิเมตร

EV10-2

กุญแจ แม้ว่าจะยังคงให้มาแบบรีโมทแบบพับได้ ซึ่งหน้าตาใหม่เหมือนกับ Ranger ซึ่งออกแบบ
ดูดีขึ้นกว่าเดิม แต่การสตาร์ทยังคงเป็นแบบบิดเช่นเคย ซึ่งหลายๆคนมองว่า รถราคาตั้งล้านเจ็ด
สมควรที่จะให้ปุ่มสตาร์ทมาได้แล้วววซึ่งผมก็คิดแบบนี้เช่นกัน (แต่ดูจากราคาและออปชั่นที่ให้มา
แล้ว คงต้องยอมแลกแบบได้อย่างเสียอย่างแล้วละ)

แต่ไหนๆแล้วก็น่าจะติดไฟส่องรูกุญแจมาให้ด้วยเถอะ เพราะเชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่จะต้อง
ขับรถในเวลากลางคืน และบางครั้งอาจจะอยู่ในที่มืด ทำให้หารูเสียบกุญแจค่อนข้างลำบากนิดหน่อย
อย่างน้อยน่าจะมีจุดสังเกตบ้างก็ยังดี

สีตัวรถมีให้เลือก 6 สีทั้งสีส้ม Sunset Orange,สีเงิน Aluminum Metalic (คันในบทความ)
สีขาว Cool White,สีดำ Black Mica Metalic,สีทอง Sparking Gold Metalic และถ้าใคร
ซื้อรุ่นท็อปจะมีสีน้ำเงิน Blue Reflex Metalic เพิ่มมาให้อีกสีเช่นกัน

Check-in Drive Ford Everest 3.2- Interior-01

เปิดประตู ดูภายใน : ลดปุ่มให้ใช้ง่ายขึ้น แต่จอจะเยอะไปไหน!!

ภายในถ้าจะบอกว่ายกคอนโซลมาจาก Ranger มาเติมการออกแบบให้หรูหราขึ้น
ก็ไม่ผิดอะไร ทั้งวัสดุบนคอนโซล ที่ฟอร์ดลงทุนทำหรูด้วยการหุ้มหนังเทียม พร้อม
ลายตะเข็บแท้ซึ่งให้สัมผัสมาค่อนข้างดูดี (แต่ต้องยอมรับว่าจุดนี้ Toyota Fortuner
ทำมาได้ดีกว่านิดนึงเพราะเจ้านั้นเล่นบุนุ่มในจุดที่เป็นหนังบริเวณคอนโซลเลยทีเดียว)
ส่วน Pajero Sport,MU-X และ Traiblazer ก่อนไมเนอร์เชนจ์ จะยังเป็นพลาสติกแข็ง
ยกชิ้นอยู่

ส่วนโทนสีภายใน ในรุ่นปี 2015 จะได้สีเบจทุกรุ่น แต่ในรุ่นปี 2016 ในรุ่น Titanium
จะได้ภายในสีดำ “เท่านั้น” ส่วนรุ่นท็อปสุด Titanium+ จะได้เลือกว่าจะเอาภายในสีดำ
หรือ สีเบจ (ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสีภายนอกอยู่ดี)

สิ่งที่ชอบของ Everest อีกจุดก็คือ บรรดาปุ่มต่างๆจะหายไป(เยอะมาก) เหลือเพียงแค่
ปุ่มเครื่องเสียงที่มีไม่ถึง 10 ปุ่มกับปุ่มควบคุมโหมดแอร์เท่านั้น เพราะบรรดาปุ่มนั้น

 

EV 20-10

มันไปรวมกับจอ Touch Screen ขนาด 8 นิ้วแทน ซึ่งจะแบ่งเป็น 4 ข้อมูลหลักๆด้วยกันดังนี้

โทรศัพท์มือถือ : ซึ่งจะรองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth ที่รวมฟังก์ชั่นทั้งปุ่มกด การอ่านรายชื่อ
แม้กระทั้งทำเป็น Hot Spot ในการต่อไวไฟบนรถได้อีกด้วย

ข้อมูลทั่วไป : ซึ่งจะมีมาให้ทั้งคำเตือนต่างๆ ปฎิทินที่ให้แค่ดูอย่างเดียว รวมถึงแสดงผล Application

เครื่องเสียง : จะมีทั้งวิทยุ AM 2 เก็บสถานีได้ 12 ช่อง,วิทยุ FM เก็บสถานีได้ 18 ช่อง,เครื่องเล่น CD
ที่รองรับแผ่น MP3,ช่องต่อ AUX 1 ช่อง,USB  2 ช่องและช่องเสียบ SD Card

นอกจากนี้ ยังสามารถสั่งงานได้ด้วยระบบ SYNC ซึ่งได้พัฒนาเวอร์ชั่น 2 แล้ว ซึ่งทำงานได้ดีขึ้น
เมื่อเทียบกับสมัย Fiesta และยังสามารถสั่ง Radio ได้แล้ว (ซึ่ง Focus และ Fiesta Ecoboost
สั่งไม่ได้ แต่ Fiesta และ Ranger ก่อนไมเนอร์เชนจ์ทั้งคู่ยังสั่งได้ ก็แปลกดีนะ) แต่ก็ยังมีบางจังหวะ
ที่ยังทำงานผิดพลาดอยู่เช่นกัน ซึ่งเป็นกันหมดทุกยี่ห้อ ส่วนคุณภาพเสียงทำได้ค่อนข้างดี แต่ว่า
เสียงเบสอาจจะไม่ค่อยลงหนักเท่าไหร่นัก แต่ภาพรวมเสียงจะดีกว่า Fortuner ชัดเจน

อีกจุดที่จะต้องปรับปรุงคือ การแสดงภาษา ซึ่งแม้ว่า Everest จะจำหน่ายในประเทศไทย
แต่การแสดงผลเพลงยังแสดงภาษาไทยไม่ได้ แม้ว่าหลายๆรุ่นก็ไม่โชว์ภาษาไทยก็จริง แต่
Everest ดันอ่านภาษาญี่ปุ่นได้ถูกต้องซะงั้น!?! (ทั้งที่ Everest ไม่มีขายในญี่ปุ่นอีกต่างหาก)
ซึ่งหวังว่า Software เวอร์ชั่นต่อไปขอให้มีการรองรับแน่นอน

ระบบปรับอากาศ : จะควบคุมได้ทั้งในจอ ที่จะครอบคลุมทุกฟังก์ชั่น และปุ่มข้างล่าง
ซึ่งบางฟังก์ชั่นจะหายไป ซึ่งบรรดาปุ่มต่างๆถือว่าชวนสับสนไม่ใช่น้อย ทั้งปุ่มควบคุม
ปรับอากาศที่กลมกลืนกับปุ่มอื่นๆ รวมไปถึงบางฟังก์ชั่นที่ต้องไปควบคุมบนจอเท่านั้น
(เช่นปุ่มปรับทิศทางลม ปุ่มปรับแอร์หลัง) ซึ่งการใช้งานค่อนข้างวุ่นวายนิดนึง

การทำงานของระบบปรับอากาศยังเย็นไม่ทันใจเท่า Toyota Fortuner และ Mitsubishi Pajero Sport
อยู่พอสมควร (ซึ่ง Pajero Sport ต้องถามก่อนว่า ไปเอาคอมเพรสเซอร์แอร์จากตู้เย็นมาหรือไงนั่น
เย็นได้ใจมากกกกก) แต่ก็ไม่มากนัก

Floor Light-1

ลูกเล่นเล็กๆน้อยของฟอร์ดก็มีมาให้อย่างเช่น ไฟในห้องโดยสารที่มีถึง 7 สีคือ โดยจะควบคุมได้บนจอ
ซึ่งไฟดังกล่าวจะอยู่บริเวณประตู บริเวณช่อง USB และไฟส่องเท้า แถมยังปรับความสว่างได้อีกด้วย
ว่าจะเอาโทนมืด หรือ โทนสว่าง (แต่ไฟบนคอนโซลจะเป็นสีขาว ปรับไม่ได้)

อย่างไรก็ตาม หน้าตาเมนูการใช้งานทำได้ง่ายกว่าแบบปุ่มกดมาก เพราะที่ผ่านมา ฟอร์ดก็โดนติ
เรื่องนี้อยู่เรื่อยๆ ซึ่งถือว่า ก็พยายามปรับปรุงจากคำตำหนิของลูกค้าได้ดีพอสมควร การตอบสนอง
บนหน้าจอถือว่าเร็ว แต่ยังไม่อยู่ในระดับ ลื่น เพราะยังมีบางช่วงที่ยังค่อนข้างช้า (ถึงขนาดต้องกด
แบบจิกๆ) อยู่เช่นกัน รวมไปถึง การควบคุมในขณะขับรถที่ยังต้องมีการละสายตาอยู่เช่นกัน

EV 15-5

มาตรวัด หลายๆคนเห็นแล้วตกใจว่า ทำไมมีแต่มาตรวัดความเร็ว และจอ MID ที่มีถึง 2 จอ
กันเลยทีเดียว ซึ่งการออกแบบจะเอามาจาก Ford Explorer รุ่นล่าสุดโดยจอแสดงผล MID
ทีว่าจะแบ่งเป็น 2 ฟังก์ชั่นการใช้งานหลักๆด้วยกันคือ

จอซ้ายจะเป็นจอควบคุมเครื่องเสียงเป็นหลัก ซึ่งจะมีเมนูแค่ ชุดเครื่องเสียง (ซึ่งจะเป็นจอสีแดง)
กับโทรศัพท์(ซึ่งจะเป็นจอสีเหลือง) (แต่ในเวอร์ชั่นส่งออกจะมีแผนที่ Navigator มาให้)

จอขวาจะเป็นการควบคุมจอสารพัด MID ซึ่งยังแบ่งยิบย่อยเป็น 3 เมนูคือ

1.จอแสดงผลข้อมูลต่างๆ ซึ่งเมนูนี้ มาตรวัดรอบที่หลายๆคนหาอยู่จะมาอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน รวมทั้ง
มาตรวัดแสดงความร้อน ความเร็วเฉลี่ย และระยะทางที่วิ่งได้จากปริมาณน้ำมันที่เหลืออยู่

2.จอแสดงข้อมูลการขับขี่ ซึ่งจะมีทั้ง Trip A/B ระยะการเดินทางโดยเฉลี่ย และอัตราการกินน้ำมันโดยเฉลี่ย

3.จอแสดงการตั้งค่าต่างๆ ทั้งตั้งหน่วยบนมาตรวัดต่างๆ ตั้งเปิด/ปิดการทำงาน

ซึ่งดูแล้วมันไฮเทคดี แต่ว่าสิ่งที่ต้องติคือ ความซับซ้อนของมันนี่แหละ บางเมนูไม่จำเป็นที่จำต้องทำเมนูซ้ำซ้อน
เช่น มาตรวัดความร้อนที่มีให้เลือกทั้งเปิด/ปิด ซึ่งจริงๆแล้วให้เหลือแค่โชว์ตลอดจะโอเคกว่านี้ รวมถึงหน้าจอ
มาตรวัดรอบ ซึ่งพอมาอยู่ในหน้าจอนี้แล้ว จะแสดงแค่ค่าหยาบๆมาให้เท่านั้น ซึ่งมองว่า ทำแบบเข็มจะดีกว่า

EV 27-3

พวงมาลัยออกแบบใหม่ ซึ่งยังคงปุ่มเยอะเหมือนเดิม แต่การใช้งานจะไม่ซับซ้อนเหมือนกับ
Focus  ส่วนบนจะเป็นปุ่มควบคุมจอแสดงผลดังกล่าว แต่ส่วนล่างจะแยกเป็นปุ่มควบคุม
เครื่องเสียงอยู่ฝั่งซ้าย และฝั่งขวาจะเป็นควบคุมการทำงานของ Cruise Control

ซึ่งแม้ว่าการใช้งานจะค่อนข้างง่าย แต่ก็ยังมีให้ติในเรื่องของคอพวงมาลัยที่ไม่สามารถ
ปรับใกล้/ไกลได้ ซึ่งควรจะมีเป็นอุปกรณ์มาตรฐานได้แล้ว ดังนั้น ใส่มาให้ด้วยก็ดีนะ

EV8-9

ที่สำคัญสำหรับรุ่นท็อปสุดนั่นคือ หลังคาแบบ Panoramic Glass Roof นั่นเอง โดยจะควบคุมจาก
สวิตซ์บนไฟอ่านแผนที่ ซึ่งตัวปุ่มถือว่าใช้งานได้ค่อนข้างง่ายพอสมควร

ในส่วนของบนหลังคาจะประกอบด้วยไฟอ่านแผนที่ พร้อมที่เก็บแว่นตา และช่องสำหรับการทำงานของ
ระบบสัญญาณการขโมย ซึ่งตัวปุ่มถือว่าใช้งานได้ค่อนข้างง่าย แต่อาจจะสับสนเล็กน้อยตรงปุ่มเปิด/ปิด
ม่านของมูนรูฟ ซึ่งใช้เวลาปรับตัวนิดเดียว ส่วนแผงบังแดดจะมีทั้งกระจกแต่งหน้า พร้อมไฟส่องสว่าง
แบบคู่ ซึ่งวัสดุนั้นจะทำด้วยพลาสติกแข็งเป็นหลัก

EV 26-2

เบาะแถวแรกจะปรับด้วยไฟฟ้าทั้งคู่ ซึ่งตัวเบาะนั่งจะค่อนข้างนั่งสบาย การรองรับต่างๆดีขึ้นจากเดิมมาก
ที่ท้าวแขนประตูทำได้ค่อนข้างดี รวมถึงการใช้วัสดุบุนุ่มบริเวณนั้น ทำให้การวางแขนค่อนข้างสบาย
ส่วนบนหลังคาก็จะมีมือจับมาให้ทั้ง 2 ฝั่งทั้งด้านผู้โดยสารหน้าและด้านคนขับ

(แต่ขอบอกว่า เบาะฝั่งผู้โดยสารแถวหน้าเลื่อนได้สะใจมาก ซึ่งจุดนี้ น้องนัท Army_Nut ยืนยันว่า
มันเลื่อนได้จนสุดจริงๆ)

EV 25-1

เบาะแถวสองมาเป็นแบบ 3 ที่นั่ง พร้อมที่พักแขนและที่วางแก้วแบบกดได้ ตัวเบาะจะ
แยกเป็น 60/40ซึ่งสามารถพับลงมาได้ หรือพับเพื่อให้เข้าเบาะแถวสามได้ พร้อม
ตัวเบาะสามารถเอนได้ (ในระดับหนึ่ง) และเลื่อนหน้า/หลังได้ ซึ่งตัวเบาะนั่งผม
ให้ดีกว่า Fortuner แต่การเอนนอน Fortuner จะทำได้ดีกว่าเพราะรุ่นนั้น
เอนจนแทบจะนอนได้เลยด้วยซ้ำ

ส่วนบนหลังคาจะพบว่า ไม่มีมือจับมาให้ และแทนที่ด้วยช่องแอร์และไฟอ่านแผนที่ เพราะต้อง
แชร์ให้หลังคา Panoramic Glassroof มาให้ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องแลกมาอย่างช่วยไม่ได้

แต่สิ่งที่น่าชื่นชมก็คือ ระบบปรับอากาศ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นแบบอัตโนมัติแบบ Fortuner
(เฉพาะแรงลมเท่านั้น) แต่ฟังก์ชั่นจะเยอะกว่าทุกคันในตลาด เพราะรุ่นนี้ยังสามารถปรับ
อุณหภูมิกับเป่าเท้าได้อีกด้วย ซึ่งการทำงานถือว่าค่อนข้างใช้ได้พอสมควร นอกจากนี้
ยังมีปลั๊กเสียบ 220V ไว้ให้ใช้งานอีก 1 จุดด้วย

และอีกจุดจะอยู่ที่แผงประตู เพราะฟอร์ดลงทุนใส่ปุ่มควบคุมเซ็นทรัลล็อกมาให้ถึง 4 จุด
ซึ่งดูเผินๆแล้วอาจจะไม่ค่อยจำเป็นนัก แต่ก็มีสถานการณ์ไม่น้อยที่ค่อนข้างจำเป็น เช่น
คนขับรถเกิดปวดท้องกระทันหันแล้วขี้เกียจลงจากรถ ครั้งจะเอื้อมไปกดที่ฝั่งคนขับก็ไม่ถนัดนัก
ซึ่งก็จะกดได้บริเวณนี้แหละครับ

13717907_10209558891672883_2061223505_o-2

เบาะแถวสาม ซึ่งรุ่นนี้มีจุดเด่นคือ สามารถพับได้ด้วยไฟฟ้า แม้ว่าจะดูไฮเทคมาก แต่
การนั่งเบาะหลังจริงๆ กลับทำได้แย่ที่สุดในบรรดาคู่แข่ง เพราะนอกจากจะไม่สามารถ
เอนได้แล้วยังตั้งชันกว่า MU-X และ Trailblazer พร้อมที่รองขายังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร

ออปชั่นที่ขอภูมิใจนำเสนอคือ ระบบถอยจอดอัตโนมัตินั่นเอง ซึ่งหลักการทำงานนั้นคือ
เวลาจะหาที่จอดให้กดปุ่ม P ที่มีรูปพวงมาลัย หลังจากนั้นก็จะหาที่จอดให้พอดีกับตัวรถ
พอหาเจอแล้วจะเตือนแล้วว่า หาเจอแล้ว จากนั้นก็เข้าเกียร์ R และก็รอ หลายๆคนห่วงว่า
เวลาจะจอดบนฟุตบาทแล้วจะโดนไหม เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงครับ เพราะระบบนี้จะทำงานร่วม
กับเซนเซอร์กันชนหน้า-หลัง 8 จุด ดังนั้น ถอยจอดสบายใจได้ แต่ระบบดังกล่าวมีข้อจำกัดคือ
สามารถถอยจอดแบบเข้าซองได้อย่างเดียว (ซึ่ง Focus โฉมก่อนไมเนอร์เชนจ์ก็เป็นแบบนี้เช่นกัน)

ออปชั่นช่วยถอยจอดจะมีทั้งเซนเซอร์ 8 และกล้องมองหลังที่แสดงผลผ่านจอหลัก ซึ่งการแสดงผล
ในส่วนกล้องนั้นสามารถกดปุ่มแว่นขยายเพื่อเปลี่ยนโหมดการมองต่างๆ (เหมือนกล้องถอยหลัง
ของฮอนด้าหลายๆรุ่น) ข้อดีอีกอย่างของรุ่นนี้คือคือ เสียงเซนเซอร์ถอยหลังค่อนข้างนุ่มหูพอสมควร
(ซี่งบางรุ่นเสียงจะค่อนข้างบาดหูอย่างแรง)

ขุมพลัง

EV 11-1

สำหรับเครื่องยนต์ที่ All New Ford Everest  เป็นเครื่องยนต์บล็อกเดียวกันกับ New Ranger เป๊ะ
แม้จะยังใช้เครื่องยนต์ตระกูล Puma อยู่ก็ตาม แต่ได้มีการปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนให้สมรรถนะที่ดีขึ้น
และปล่อยไอเสียได้น้อยลงกว่าเดิม ซึ่งรายละเอียดมีดังนี้

เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 3,200 ซีซี 5 สูบ DOHC 20 วาล์ว จ่ายน้ำมันแบบหัวฉีดแรงดันสูง
คอมมอนเรลพร้อมเทอร์โบแปรผัน VG Turbo และ Intercooler ให้กำลังสูงสุด 200 แรงม้า
ที่ 3,000 รอบ-นาที แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 470 นิวตัน-เมตร ที่ 1,750-2,500 รอบ-นาที
ระดับการปล่อยก็าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) อยู่ที่ 233 กรัม/กิโลเมตร*
(*ข้อมูลจาก http://www.car.go.th/)

จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อม Manual Mode ในรุ่นที่เราทดลองขับได้ติดตั้ง
ระบบ TMS (Terrain Management System) ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยให้การขับขี่ออฟโรด
สอดคล้องกับสภาพถนนในรูปต่างๆ โดยมีให้เลือก 4 แบบ คือ

-Normal Mode : เหมาะสำหรับการขับขี่ในพื้นถนนทั่วไป
-Snow , Mud Mode : เหมาะสำหรับการการขับขี่ในสภาพโคลนหรือหิมะ
-Sand Mode : เหมาะสำหรับการการขับขี่ในสภาพทราย
-Rock Mode : เหมาะสำหรับการการขับขี่ในสภาพทางกรวดหรือหิน

โดยระบบขับเคลื่อน All New Everest ที่ใช้นั้นเป็นแบบ Full Time ที่ทำงานในลักษณะ AWD
แบบ Real Time งงล่ะสิ! อธิบายให้เห็นภาพที่สุดคือ พื้นฐานของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อของ All New Everest
เป็น Full Time แต่มีการทำงานที่เป็นลักษณะ AWD ใน Normal Mode โดยจะทำงานแบบ Real Time
เช่น ล้อหน้า 40 ล้อหลัง 60 พอเจอถนนที่เป็นทางออฟโรดก็จะปรับให้สมดุลตามความเหมาะสมในเส้นทาง
แต่ละแบบ ซึ่งตัวโหมดที่ All New Everest ให้เพิ่มมาอีก 3 โหมด (นอกจาก Normal) จะเป็นตัวช่วยให้
ระบบมีเพิ่มประสิทธิภาพในการลุยเส้นทางออโรดมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีเฟืองท้ายแบบ Locking Rear
Differential และโหมด 4X4 LOW เพื่อช่วยในการลุยเส้นทางต่างๆได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น

EV 16-6

สมรรถนะ
เรามาดูตัวเลขอัตราเร่งทั้งตอนออกตัว 0-100 กม./ชม. และ อัตราเร่งแซง 80-120 กม./ชม.
การทดสอบภายใต้อุณหภูมิ 26 องศาเซลเซียส ใช้ตำแหน่งเกียร์ D ซึ่งผลออกมามีดังนี้

0-100 กม./ชม.
ครั้งที่ 1 :  11.86 วินาที
ครั้งที่ 2 :  11.87 วินาที
ครั้งที่ 3 :  11.88 วินาที
>เฉลี่ย : 11.87 วินาที<

80-120 กม./ชม.
ครั้งที่ 1 : 9.35 วินาที
ครั้งที่ 2 : 9.36 วินาที
ครั้งที่ 3 : 9.38 วินาที
>เฉลี่ย :  9.36วินาที<

แม้ว่าจะใช้เครื่อง 3.2 ลิตรก็คาดหวังว่าจะแรงแบบบ้าพลังจัดก็ไม่ได้ เพราะน้ำหนักตัวรถที่
ค่อนข้างหนัก (มากถึง 2,480 กิโลกรัม หรือราวๆ 2 ตันครึ่ง) ทำให้อาจจะดูว่าค่อนข้างช้า
อยู่นิดนึง อย่างไรก็ตามสมรรถนะที่ให้มานั้นจะค่อนข้างแรงพอสมควร แต่ครั้งจะไปซิ่งกับ
รถเก๋งระดับ C-Segment บางรุ่นซึ่งก็แอบเหนื่อยพอควร

แม้ว่าการออกตัวจะมีความรู้สึกหน่วงและกรอรอบอยู่ก็ตาม แต่เมื่อความเร็วประมาณ 70 กม./ชม. ขึ้นไป
กำลังเครื่องยนต์จะเริ่มไหลมาเรื่อยๆ แล้วเร็วขึ้นในช่วงประมาณ 100 กม./ชม. เท่ากับว่าอัตราเร่งแซง
จะทำงานได้ดีและทันใจพอสมควร แต่ไม่ถึงกับกระชากตัวติดเบาะ ในการขับขี่จริง เมื่อเจอผู้ขับขี่ที่มี
ความชำนาญด้านการจี้ท้ายรถ เพื่อกดดันคันข้างหน้า เมื่อเราเกิดความรู้สึกรำคาญใจ เพียงกระแทก
คันเร่งลงไปประมาณ 50% พละกำลังจะถ่ายทอดอย่างรวดเร็ว แล้วทิ้งให้รถที่ชอบจี้เกิดอาการ “อ้าวเฮ้ย
ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่หน่า!!” #ไม่ใช่ล่ะ! ขณะที่การเร่งแซงรถคันข้างหน้า อาจต้องเพื่อระยะไว้นิดหน่อย
หากคุณต้องเหยียบคันเร่งแบบ 100% จะมีอาการหน่วงให้เห็นอยู่นิดๆ หลังจากนั้นพละกำลังจะมาอย่างรวดเร็ว
แล้วแซงไปได้อย่างสบายใจ เมื่อเทียบกับกลุ่ม PPV ขับเคลื่อน 4 ล้อในตลาด ณ ปัจจุบัน อาจต้องยกให้
Mitsubishi Pajero Sport ด้วยเหตุผลด้านน้ำหนักที่เบากว่า

ขณะที่เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ในโหมดปกติทำงานได้ไวและลื่นไหลอยู่ พอมาใช้โหมด +/-
แต่มีจังหวะหน่วงให้เห็นอยู่เล็กๆ ไม่ถึงกับสะดุดมาก พอให้ความสนุกในการเปลี่ยนเกียร์
ภาพรวมทำงานได้ดี แต่อาจไม่ลื่นมากเท่ากับ Mitsubishi Pajero Sport

Check-in Drive Ford Everest 3.2-Performance

ขณะที่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อถือว่าเป็นจุดเด่นของรุ่นนี้อยู่พอสมควร การใช้งานถือว่าค่อนข้าง
เวิร์คพอสมควร เพราะที่ลองไปขับบริเวณพื้นทราย ท้ายจะกวาดได้มันกว่าโหมดธรรมดาเยอะมาก
อีกระบบนึ่งที่จะขอนำเสนอคือ ระบบช่วยลดความเร็วขณะลงทางชัน ซึ่งการใช้งานก็แค่กดปุ่ม
ตรงสวิตซ์ขับ 4 ระบบจะช่วยลดความเร็วให้ (แต่ความเร็วไม่เกิน 32 กิโลเมตร/ชั่วโมง)
ซึ่งการทำงาน จากที่ได้ลองบนเขาเขียวแล้ว ระบบจะทำงานได้ค่อนข้างดี เพราะจะตัดความเร็ว
ค่อนข้างไว และรถจะเคลื่อนที่ช้าๆ เพื่อลดความหวาดเสียวเวลาลงเนินได้พอสมควร

การเก็บเสียง ฟอร์ดลงทุนพอสมควร เพราะได้ติดตั้งระบบเก็บเสียง ระบบ Active Noise Cancellation
ที่มีไมโครโฟน 3 ตัวไว้ภายในเพดานรถไว้ตรวจวัดระดับเสียงจากเครื่องยนต์ในรอบต่ำที่จะรบกวน
ระบบจะประมวลผลสังเคราะห์คลื่นเสียง ความถี่ตรงกันข้ามเพื่อหักล้างกัน ทำให้ตัวรถมีการเก็บเสียงที่เงียบขึ้น
จากที่ได้ลองขับพบว่าในความเร็วต่ำถือว่าทำได้ดีเยี่ยม จนช่วงความเร็วเกิน 100 กม./ชม. พบว่าบานประตู
ขอบหน้าต่าง ขอบหลังคาซันรูฟ เก็บเสียงได้ดี แต่ตรงใต้ท้องรถและเครื่องยนต์จะมีเล็ดลอดให้
ได้ยินอยู่เล็กๆ พอความเร็ว 130 กม./ชม. ตรงเสา A จะมีเสียงลมปะทะดังขึ้นรอบคัน ภาพรวมใช้ระดับเสียง
ในห้องโดยสาร แทบไม่ต้องตะเบ่งเพิ่ม เมื่อเทียบกับเพื่อนในตลอดถือว่าดีที่สุดในกลุ่ม

พวงมาลัย คราวนี้ได้เปลี่ยนมาใช้พวงมาลัยเพาเวอร์แบบไฟฟ้า EPS (Eletric Power Steering)
เป็นรายแรกในตลาด PPV ซึ่งแม้ว่าจะพยายามให้ทำเป็นฟิลลิ่งแบบเก๋งแค่ไหน แต่ยังไงสิ่งที่ขาดไป
ก็คือความหนักแน่นเพราะพวงมาลัยค่อนข้างเบามากกกกกกกก (พอๆกับ Nissan X-Trail รุ่นปัจจุบัน)
แม้ว่าข้อดีคือเลี้ยวคล่องเลี้ยวสะดวกสำหรับคนที่ชินกับรถเก๋งมาก่อน แต่ว่าระดับ PPV ต้องเพิ่มน้ำหนัก
พวงมาลัยมีน้ำหนักเยอะๆหน่อยจะดีมาก

แป้นเบรกของ Everest ถือว่าตอบสนองได้ค่อนข้างพอใช้ ซึ่งยังติดความหน่วงอยู่พอสมควร
เพราะเมื่อเรากดเบรก รถจะยังไม่ชะลอไปซะทีเดียว ต้องคอยกดค่อนข้างลึกอยู่พอสมควร

First Check All New Ford Everest Engineer
First Check All New Ford Everest Engineer-2

 

ระบบกันสะเทือน
ด้านหน้าเป็นแบบอิสระปีกนกสองชั้น พร้อมคอยล์สปริง ด้านหลังเป็นแบบวัตต์ลิงค์ พร้อมคอยส์ปริง
และเหล็กกันโคลงทั้งหน้าและหลัง ซึ่งจุดเด่นของช่วงล่างตัวนี้จะอยู่ที่ความเฟิร์มและความหนักแน่น
มากกว่า เพราะช่วงล่างค่อนข้างหนึบมากทั้งความเร็วต่ำ และความเร็วสูงที่ขับที่ความเร็ว 140-150
กิโลเมตร/ชั่วโมงบนถนนวงแหวนรอบนอก ก็ยังให้ความมั่นใจได้อยู่ดี ขณะที่การเข้าโค้งในย่านความเร็ว
80-110 กม./ชม. มีความรู้สึกเกาะถนนมาก ยิ่งเติมคันเร่งลงไปจนเข็มไมล์แตะ 120 กม./ชม. ด้านหน้า
และด้านหลัง ยังคงนิ่งอยู่ ไม่มีอาการดิ้นเลย ทำให้มีความมั่นใจมาก แต่การสะเทือนยังมีให้พบ
อยู่เช่นกัน แต่จะอยู่ระดับรถเก๋ง B-Segment ซึ่งไม่ได้สะเทือนถึงขนาดเวียนหัวแบบที่ Fortuner เป็นอยู่
ภาพรวมถือว่า”เป็นช่วงล่างที่ให้ความมั่นใจที่สุดและดีที่สุดในกลุ่ม PPV”

ความปลอดภัย
จุดเด่นของ Everest นั่นคือระบบความปลอดภัยที่ให้มาเยอะไม่แพ้กันเพราะมีทั้งระบบเบรก
ABS EBD BA ระบบควบคุมการทรงตัว ESP ระบบช่วยขึ้นเขา HSA และถุงลมนิรภัย 7 ลูก
ในรุ่น Titanium+ (ส่วนรุ่น Titanium มีถุงลมมาให้ 6 ลูก) ซึ่งออปชั่นพวกนี้เป็นมาตรฐาน
ของรถ PPV ในปัจจุบันไปเรียบร้อยแล้ว แต่ออปชั่นเด่นๆของ Everest จะมีดังต่อไปนี้

13699403_10209558909993341_711102837_o-1

– ระบบตรวจมุมอับ BSM (Blind Spot Monitor) โดยจะตรวจจับรถด้านข้างเพื่อช่วยให้คนขับ
สังเกตรถที่มาได้ง่ายขึ้น ซึ่งทำงานได้ค่อนข้างดี แม้ว่ารถจะไม่ได้เปิดไฟเลี้ยว ระบบก็จะทำงานเรื่อยๆ
(จนกระทั่งไปปิดการทำงาน) และเมื่อเปิดไฟเลี้ยว ไฟที่ว่าก็จะกระพริบให้ด้วย นอกจากนี้ เวลาถอยหลัง
แล้วมีรถมาแล่นผ่าน (หรือมีอะไรมาอยู่ตรงนั้นก็ตาม) ระบบเตือนรถขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross
Traffic Alert) จะเตือนว่า มีรถข้างหลังตามมาละนะ

(ตั้งแต่บรรทัดนี้เป็นต้นไปจะเป็นอุปกรณ์สำหรับรุ่น Titanium+ เท่านั้น)

14139236_10209908895502760_1569141098_o-3

– ระบบเตือนรถออกนอกเลน Lane Keeping Assist โดยจะใช้กล้องตรวจจับเส้นถนน
เมื่อรถออกนอกเลน ระบบก็จะเตือนให้รถเข้าไปในเลนเหมือนเดิม (ขอบอกว่าถ้าเส้นถนน
ไม่ชัดเจน ระบบอาจจะไม่ทำงานก็ได้นะ)

14123624_10209908895582762_1484018747_o-2
14123602_10209908895542761_479709898_o-1

– Adaptive Cruise Control ซึ่งเป็นระบบที่นอกจากจะควบคุมความเร็วแล้ว ยังช่วยให้
รักษาระยะห่างรถคันข้างหน้าด้วย เมื่อจับได้ว่ารถจะเข้าใกล้คันข้างหน้าแล้ว รถจะลด
ความเร็วลงมาเพื่อไม่ให้ไปชนกับรถข้างหน้า แต่ถ้าใกล้กันเกินไป จะมีระบบเตือนการชน
ด้านหน้า FCWS (Forward Collision Warning System) มาคอยช่วยอีกแรง

– ระบบไฟสูงอัตโนมัติ Automatic High-beam Control โดยจะใช้กล้องด้านหน้ารถ ตรวจจับ
รถที่สวนมา ถ้าไม่มีรถส่วนมาจะเปิดไฟสูงค้างไว้ให้ แต่เมื่อไหร่รถวิ่งสวนมา ระบบจะลดไฟลง
มาเป็นไฟต่ำไว้ให้ ซึ่งพอช่วยลดดราม่าบนท้องถนนได้บ้างพอสมควร (แต่ทำงานเมื่อรถคันที่
สวนมาเปิดไฟหน้าด้วยนะ)

– Driving Alert Attention เมื่อระบบเตือนรถออกนอกเลน ระบบเตือนรถด้านหน้า
ทำงานกันบ่อยขึ้น ระบบอาจจะตรวจว่า ผู้ขับขี่อาจจะเพลียพอสมควร ระบบก็จะเตือน
พร้อมบอกเป็นนัยๆว่า “พักกันหน่อยไหม” เพื่อให้คนขับพักจากการขับขี่นั่นเอง

ความประหยัด?

IMG_6796 copy-1

EV 17-7

ซึ่งคราวนี้ก็ได้น้องนัท Army_Nut มาช่วยด้วยเช่นเคย ซึ่งน้ำมันเป็น เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล
ตามมาตรฐานของเวปไซต์ สถานที่ยังคงเป็นปั๊ม Shell ที่ติดกับ BTS อารีย์ ซึ่งเติมแบบ
เต็มถัง จากนั้นก็เซ็ตกิโลให้เป็น 0 แล้วขับออกไปลัดเลาะบริเวณพหลโยธิน 7 เพื่อไปเชื่อม
กับพหลโยธิน 11 เพื่อไปต่อกับทางด่วนพระราม 6 เพิ่อขึ้นทางด่วนชั้นที่ 2 (ทางพิเศษศรีรัช)
จนถึงสุดทางและกลับรถมาอีกรอบเพื่อขึ้นทางด่วนจนถึง ทางลงที่ถนนพหลโยธินเพื่อไปเติม
ที่ปั๊มเดิมอีกรอบ (เส้นเดียวกับ Honda Jazz) จากนั้นก็เติมน้ำมันอีกรอบนึง โดยการทดสอบนี้
ใช้ความเร็ว 110 km/h บนหน้าปัดรถ (แต่ GPS จะอยู่ที่ 107 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพี้ยนไป 3
กิโลเมตรเหมือนกับรถหลายๆรุ่น)

fuel test-1

ระยะทางบนหน้าปัด  91.8 กิโลเมตร

น้ำมันที่เติมกลับ 9.88 ลิตร

ผลลัพธ์ที่ได้ 9.29 กิโลเมตร/ลิตร

ก็ต้องทำใจว่า รถหนักขนาดนั้น ล้อแม็กขนาด 20 นิ้ว และเครื่องยนต์ 3.2 ลิตรที่ค่อนข้างใหญ่
โตพอสมควร รวมถึงระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full-Time ได้เท่านี้ถือว่าปกติแล้ว อย่างไรก็ตาม
คู่แข่งทั้งสองตัวยังไม่ได้ทดสอบอย่างเป็นทางการ คงต้องติดตามกันต่อไป

Check-in Drive Ford Everest 3.2-Exterior-04

รวบให้ฟัง หลังลองขับ
: PPV มาดดิบที่พร้อมลุยได้ทุกเมื่อ แต่ขาดความหนักแน่นและการใช้งานที่ยังซับซ้อนเช่นเคย

หลังจากใช้ชีวิตมาด้วยกันแล้ว Everest ถือว่าเป็น PPV ที่ค่อนข้างประทับใจมาก เพราะบุคลิก
ของตัวรถที่ตอบสนองได้ค่อนข้างประทับใจ ออปชั่นที่ค่อนข้างเยอะ รวมถึงการออกแบบที่เส้นสาย
ไม่หวือหวาแต่สวยจบ ซึ่งเทียบกับรุ่นเดิมแล้วถือว่าพัฒนาไปเยอะมาก จนดีที่สุดในกลุ่มในหลายๆ
ด้านเช่นกัน ความนิยมถือว่าค่อนข้างเยอะพอสมควร เพราะยังมี Everest ป้ายแดงวิ่งกันอยู่
ค่อนข้างเยอะ

ข้อดี
– การออกแบบที่สวยจบโดยที่ไม่ต้องแก้อะไรแล้ว(ในเวลานี้) เรื่องการออกแบบจริงๆ
แล้วแต่คนมองแต่สำหรับผม Everest นั้นผมมองว่า เส้นสายทุกอย่างจะลงตัวหมด
จนยังนึกไม่ออกว่าจะแก้อะไรอีก

– หน้าจอเครื่องเสียง ในที่สุด ก็ปรับปรุงในเรื่องการควบคุมได้ (ซะที) เพราะรุ่นอื่นๆที่ผ่านมา
ปุ่มค่อนข้างซับซ้อนกันวายป่วงมาก ซึ่ง Ford รุ่นหลังๆรวมทั้ง Everest ก็ได้แก้ไขโดย
ทำจอเป็นแบบสัมผัส ซึ่งหน้าตาเมนูจะเป็นมิตรและควบคุมง่ายกว่าที่คาดไว้เยอะมาก

– เบาะนั่งแถวแรกและแถว 2 ทำได้น่าประทับใจมาก การรองรับต่างๆทำได้ค่อนข้างดี
และการขับทางไกลที่ไม่มีอาการปวดหลังอย่างชัดเจน และแอร์แถว 2 ที่ปรับได้อิสระ
ทั้งแรงลม ทิศทางลม และอุณหภูมิอย่างชัดเจน (ซึ่งรุ่นอื่นๆปรับได้แค่แรงลมเท่านั้น)

– ปุ่มควบคุมเซ็นทรัลล็อก 4 จุด อันนี้เป็นออปชั่นที่ผมชอบมาก แม้ว่าจะไม่มีปุ่มเซ็นทรัลล็อก
เหมือนกับฟอร์ดทุกรุ่น แต่อย่างน้อยก็พอดูสถานะรถล็อกหรือยังได้ง่ายขึ้น และสามารถ
ล็อกรถได้ แม้ว่าคนขับจะไม่อยู่กับที่ก็ตาม โดยไม่ต้องไปเอื้อมล็อกที่ประตูคนขับ

– สมรรถนะเครื่องยนต์ แม้ว่าจะ Drop ลงจาก Ranger 3.2 (ซึ่งก็เป็นที่น้ำหนักที่ค่อนข้างเยอะ)
แต่อย่างน้อยการตอบสนองต่างๆไม่ได้รู้สึกแย่เท่าไหร่นัก เพราะการตอบสนองของเครื่องยนต์
และเกียร์ค่อนข้างดีในทุกย่านความเร็ว กดได้ตามสั่งเช่นเคย

– ช่วงล่างที่ค่อนข้างหนักแน่นพอสมควร อาการเสียวต่างๆน้อยลง ซึ่งโดยรวมแล้ว
Everest เป็นรถที่ค่อนข้างขับสนุกที่สุดในกลุ่ม

– ออปชั่นต่างๆได้เพิ่มขึ้นมาเยอะมาก โดยเฉพาะระบบความปลอดภัยที่จัดเต็มทั้ง Active Safety
(ซึ่งล็อตหลังๆจะให้มาแบบเต็มๆ) และ Passive Safety ที่ให้มาแบบครบๆ จนน่าสนใจเลยทีเดียว

ข้อเสีย
– มาตรวัด ทั้งในเรื่องจอ หน้าจอ MID ซึ่งค่อนข้างซับซ้อนมาก เพราะฟอร์ดเล่นแยกออกมาเป็น 2 จอ
ซึ่งจริงๆแล้วสามารถทำเป็นจอเดี่ยวๆได้ ว่ากันตามตรงแล้วถือว่าใช้งานได้สะดวกขึ้น แต่ต้องปรับตัว
เยอะอยู่พอสมควร และมาตรวัดรอบที่แม้ว่าจะให้มาก็จริง แต่อ่านค่ายากพอสมควร

– เบาะแถว 3 ที่นั่งไม่ค่อยสบายนัก ซึ่งต้องมีการปรับปรุงแถว 3 ให้ดีขึ้น แม้ว่าอาจจะไม่จำเป็นนัก
แต่บางครั้ง อาจจะต้องจำเป็นใช้เช่น ขนญาติๆมาเที่ยว หรือ พาเพื่อนไปกินข้าว เอาเป็นว่า
ขอให้ไม่นั่งแล้วรู้สึกทรมานได้ก็โอเคแล้ว

– การใช้งานเล็กๆน้อยๆ ซึ่งจะมีทั้ง หน้าจอเครื่องเสียงที่ควรจะรองรับภาษาไทยได้แล้ว
ไฟส่องรูกุญแจควรจะใส่มาให้ได้แล้ว รวมไปถึง พวงมาลัยขอให้ปรับระยะใกล้/ไกล
ได้จะดีมาก ซึ่งแม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ก็มีผลต่อการใช้งานจริงอยู่เช่นกันในบางกรณี

– พวงมาลัย แน่นอนว่าพอเปลี่ยนมาใช้แบบไฟฟ้าแล้ว พวงมาลัยจะค่อนข้างเบาอย่างชัดเจน
แม้ว่าการควบคุมทำได้ประทับใจ แต่ความหนักแน่นที่เคยสัมผัสมาแล้วใน Ranger 3.2 ลิตร
ก่อนไมเนอร์เชนจ์ได้หายไปเยอะมาก รวมไปถึงความทนทานที่ยังน่าเป็นห่วงเช่นเคย
หวังว่า ในอนาคตจะมีการปรับน้ำหนักให้หนืดขึ้นอีกนิดนึง

– อัตราสิ้นเปลือง อันนี้ก็ช่วยไม่ได้ครับ น้ำหนักตัวรถ 2 ตันกว่าๆ ล้อแม็ก 20 นิ้ว
พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อได้ผลลัพธ์เท่านี้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาครับ

– ไฮไลต์สำคัญนั่นคือ ศูนย์บริการ ตั้งแต่ Ford Fiesta ได้เข้ามาตลาดในบ้านเรา ยอดขายฟอร์ด
หลายๆรุ่นเยอะขึ้นอย่างชัดเจน แต่ทว่า ศูนย์บริการของฟอร์ด กลับได้ยินเสียงบ่นอยู่เยอะมาก
ทั้งเรื่องของเกียร์พังจนมีข่าวประท้วงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสารพัดเรื่องยิบย่อยต่างๆ ซึ่งต้องฝาก
ปรับปรุงกันระยะนึงเพราะผลดีของการปรับปรุงการบริการ อยู่ที่ตัวลูกค้าครับ

Check-in Drive Ford Everest 3.2-Exterior-05

คันต่อคัน

Toyota Fortuner – คู่แข่งอันดับหนึ่งในตลาด ซึ่งรุ่นนั้นมีข้อดีที่วัสดุบางจุดที่หรูหรากว่าใครเพื่อน
คอนโซลหน้าที่ลงทุนออกแบบต่างจาก Revo ชัดเจน ออปชั่นความสะดวกสบายมีพอสมควร
การใช้งานค่อนข้างเป้นมิตร เครื่องยนต์ที่ตอบสนองโอเค พวงมาลัยกำลังดี แม้ว่าโดยรวม
จะดีขึ้นกว่าเก่าเยอะมาก (จากผู้ครอบครองมาแล้ว 2 คัน)

แต่เทียบกับคู่แข่งแล้วถือว่ายังเป็นรองในหลายๆด้าน  ทั้งเรื่องการขับขี่ ช่วงล่างที่ยังเด้งไม่แพ้
REVO และบางรุ่นราคาแพงเมื่อเทียบกับออปชั่นที่ยังขาดไปบางอย่าง ศูนย์บริการมีค่อนข้างเยอะ
แต่ศูนย์ดีๆก็ต้องคอยหาอยู่เช่นกัน

Mitsubishi Pajero Sport – น้องใหม่ที่มาแรงตั้งแต่รุ่นแรกยันรุ่นปัจจุบันทั้งภายนอก
ที่ดูแปลกตา ภายในแม้ว่าจะแค่เอา Triton มาแปลง แต่ก็ดูสวยลงตัวไม่แพ้กัน สมรรถนะ
ที่เครื่องยนต์ทำได้แรงกำลังดี ช่วงล่างที่มาในแนวนุ่มไม่แพ้เบาะนั่งที่นุ่มสบายที่สุดในกลุ่ม
ความปลอดภัยที่มาแบบจัดเต็ม แถมราคาที่เหมาะสม แต่ได้อะไรที่ค่อนข้างเยอะ

แต่ว่าภายในวัสดุจะไม่หรูเท่า Fortuner และ Everest เบาะแถว 3 ที่นั่งสบายกว่านิดหน่อย
(แต่การวางขาไม่ค่อยโอเค) เกียร์ 8 สปีดที่เกียร์แรกๆทำงานได้ค่อนข้างอืด ส่วนศูนย์บริการ
ยังเป็นที่น่ากังขาอยู่ ซึ่งต้องรอดูต่อไป

Isuzu MU-X – เป็นรองกว่าคู่แข่งเช่นออปชั่นในรุ่นท็อป การขับขี่ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานสำหรับ
รุ่น 1.9 แต่ถ้าเท้าหนักๆแนะนำรุ่น 3.0 แต่ข้อดีก็คือ ศูนย์บริการที่มีปัญหาน้อยที่สุด (เมื่อเทียบกับค่ายอื่นๆ)

Chevrolet Trailblazer -หลังจากไมเนอร์เชนจ์แล้ว หน้าตาหล่อขึ้น ออปชั่นเพิ่มขึ้นมาพอสมควร
ทั้งความสะดวกสบายและความปลอดภัย ช่วงล่างที่หนึบแน่นกำลังดี เครื่องยนต์ที่เหลือแค่ตัว
2.5 ลิตร ที่ความแรงอาจจะดรอปลงจาก 2.8 อยู่ (ซึ่งต้องรอลองขับกันต่อไป) แต่ต้องทำใจใน
เรื่องศูนย์บริการที่ได้ยินด้านลบมาพอสมควร

รุ่นย่อยไหนเหมาะสมกับคุณ?
สำหรับรุ่นย่อยของ Everest ในตอนแรกจะมีให้เลือกถึง 3 รุ่นย่อยด้วยกัน ทั้งรุ่น 2.2 Titanium
ขับ 2 ,3.2 Titanium ขับ 4 และ 3.2 Titanium+ ขับ4 ซึ่งจะมีราคาดังต่อไปนี้

2.2 Titanium 2WD – 1,389,000 บาท
2.2 Titanium+ 2WD – 1,549,000 บาท
3.2 Titanium 4WD – 1,599,000 บาท
3.2 Titanium+ 4WD – 1,749,000 บาท

ซึ่งเทียบกันดูแล้ว ถ้าเกิดว่าใครอยากเล่นรุ่นขับ 2 แล้วมองว่าขอแค่ออปชั่นที่เพียงพอ
ต่อการใช้งาน รุ่น 2.2 Titanium จึงเป็นคำตอบ (ซึ่งรีวิวต่างๆอ่านได้ที่นี่ครับ)

แต่ถ้าใครอยากเล่นตัวขับ 4 นั้นจะมี 2 ทางเลือกคือ ถ้าใครไม่สนออปชั่นจริงๆ ไปรุ่น
3.2 Titanium 4WD แต่ถ้าใครอยากได้ออปชั่นครบๆ ระบบความปลอดภัยจัดเต็ม
รุ่น 3.2 Titanium+ 4WD ถือว่าน่าสนใจเช่นกัน

แต่ถ้าใครอยากได้ออปชั่นแบบตัวท็อปสุดๆ แต่สู้ราคาค่าตัวไม่ไหว (ซึ่งค่อนข้างแพง
โหดอยู่เช่นกัน) แนะนำว่า รุ่น 2.2 Titanium+ ซึ่งให้ข้าวของมาครบครัน ขนาดแต่
ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อพร้อมออปชั่นบางอย่าง และเครื่องเล็กกว่า เท่านั้น

สุดท้ายนี้ ต้องขอบอกว่า Ford Everest เป็นรถรุ่นหนึ่งที่น่าใช้มาก แต่อย่าลืมว่ารถยนต์แต่ละคัน
จะมีบุคลิกที่ต่างกัน บางคนอาจจะชอบดิบๆ บางคนอาจจะชอบแนวหรูๆ บางคาอาจจะชอบแนว
สปอร์ตๆ หลากหลายสารพัด ดังนั้น การเลือกรถที่ดีที่สุด ถือว่าเป็นการตัดสินใจของแต่ละคน

แน่นอนว่าบทความนี้จะถ่ายทอดในมุมมองของผู้เขียนเท่านั้น ซึ่งอาจจะมีความเห็นไม่ตรงกัน
ในบางมุมมอง ซี่งเป็นเรื่องธรรมดา ดังนั้น ถ้าจะเลือกรถสักคัน ทดลองขับดีที่สุดครับ เพราะ
ความชอบและความน่าใช้ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เพราะสุดท้าย รถจะอยู่กับเจ้านของตลอด

เพียงแต่ว่า ระหว่างที่ใช้ คุณมีความสุขกับมันหรือไม่ ทั้งหมดนี้ ขึ้นอยู่ที่การตัดสินใจของคุณครับ

Check-in Drive Ford Everest 3.2-Exterior-5151

กราบบบขอบพระคุณแบบงามๆ
ฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์
บริษัท ฟอร์ด เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด

สำหรับการประสานงานและเอื้อเฟื้อรถทดลองขับ

________________________________________________________

ทดลองขับและภาพถ่าย : Takatojenrya24V (ภาพคันสีแดง), Naow27 (ภาพคันสีเงิน)
เผยแพร่ครั้งแรก : 25 สิงหาคม 2559
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่ 
facebook/twitter/instagram : carsideteam

Total 1 Votes
0

Tell us how can we improve this post?

+ = Verify Human or Spambot ?

About The Author